วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

ก.ตราชั่งระดมกึ๋นเตรียมพร้อมสู่อาเซียน เดินหน้าสร้าง"เครือข่ายยุติธรรมชุมชน"

          อตไลน์นิวส์-การประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ "การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของกระทรวงยุติธรรม" ที่มี "นายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร" เลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมฯ ที่กระทรวงยุติธรรม อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อเร็วๆนี้ (29 เม.ย.56) ถือเป็นการเปิดเวทีระดมความคิดเห็นเพื่อเตรียมความพร้อมสู่อาเซียนของกระทรวงยุติธรรมที่น่าสนใจ
              "นายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร" เลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม  เปิดเผยว่า การเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558  ควรให้ความสำคัญกับการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อมุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมทั้งผลักดันการแก้ไขกฎหมายสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน ตลอดจนการทบทวนแผนปฏิบัติราชการและยุทธศาสตร์กระทรวงยุติธรรมให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และยุทธศาสตร์ประเทศ
           นายพสิษฐ์  กล่าวอีกว่า สำหรับการประชุมในครั้งนี้ เป็นการประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นในการจัดแผนปฏิบัติการการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของกระทรวงยุติธรรม โดยให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และยุทธศาสตร์ประเทศ พร้อมทั้งศึกษา วิเคราะห์โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ บทบาทภารกิจ ตลอดจนปัญหาอุปสรรค ศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กร รวมทั้งผลกระทบจากปัจจัยภายใน และภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อกระทรวงยุติธรรม และกระบวนการยุติธรรมไทยจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ระดมความคิดเห็นในการจัดทำแผนร่วมกัน อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมไทยให้เข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป  
             ก่อนหน้านี้ "นางกรรณิการ์ แสงทอง" ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดโครงการอบรมเสริมสร้างภาคีเครือข่ายยุติธรรมชุมชนดินแดง พร้อมบรรยายพิเศษในหัวข้อ "นโยบายกระทรวงยุติธรรมในการดำเนินงานเครือข่ายยุติธรรมชุมชน" โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดสำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารยุติธรรมจังหวัดและยุติธรรมทางเลือก พร้อมด้วยประชาชนในเขตดินแดงเข้าร่วมอบรมฯ ณ ห้องประชุมสหกรณ์เครดิตยูเนียนกลางเทวา จำกัด เขตดินแดง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 27  เม.ย. 56 โดย "นางกรรณิการ์" กล่าวว่า สืบเนื่องจากนโยบายของกระทรวงยุติธรรมที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา (Partnership) เพื่อการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนให้สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้สะดวก รวดเร็ว และเสมอภาค กระทรวงยุติธรรม
            "นางกรรณิการ์" กล่าวอีกว่า สำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารยุติธรรมจังหวัดและยุติธรรมทางเลือก (สพจ.) จึงดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการระดมพลังจากประชาชนที่มีจิตอาสา เข้ามาเป็นเครือข่ายหรืออาสาสมัครในนามของกระทรวงยุติธรรมในบทบาทของ "เครือข่ายยุติธรรมชุมชน"โดยจัดโครงการอบรมเสริมสร้างภาคีเครือข่ายยุติธรรมชุมชนในเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ขึ้น ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในแนวคิดยุติธรรมชุมชนและยุติธรรมทางเลือกแก่กลุ่มเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป และมีการบรรยายในหัวข้อ "บทบาทและการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในชุมชน" รวมทั้งมีการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรื่อง "ยุติธรรมชุมชนกับทางเลือกของสังคมไทย" จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งภายในและภายนอกกระทรวงยุติธรรม เพื่อนำเสนอแนวคิด และเสริมสร้างทักษะ ความรู้ ในการจัดการและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งรวมถึงข้อพิพาทต่างๆ ในชุมชน นอกจากนี้ยังเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การรับรู้เกี่ยวกับช่องทางในการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรม และการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วยกันเอง ในการอำนวยความยุติธรรมในชุมชนที่สอดคล้องกับปัญหาหรือความต้องการของชุมชน
            "นางกรรณิการ์" กล่าวด้วยว่า  การเก็บเกี่ยวความรู้ต่างๆ จากวิทยากร และร่วมกันระดมความคิดเห็น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมทางเลือกในบริบทของยุติธรรมชุมชน ให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ตามเป้าหมายและยุทธศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรมที่ว่า ยุติธรรมก้าวหน้า ประชามีส่วนร่วม และให้ยึดหลักการและวิธีการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทหรือความขัดแย้งต่างๆ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาชุมชน ตลอดจนประเทศชาติทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและการปกครอง ให้มีความเจริญก้าวหน้าสืบไป
            การประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ "การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของกระทรวงยุติธรรม" และโครงการอบรมเสริมสร้างภาคีเครือข่ายยุติธรรมชุมชนดินแดง ถือเป็นความมุ่งมั่นที่ผู้บริหารของกระทรวงยุติธรรม ต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสอดคล้องการสู่ประชาคมอาเซียน ขณะเดียวกันก็มุ่งหวังอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนให้สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้สะดวก รวดเร็ว และเสมอภาค สอดคล้องกับปัญหาหรือความต้องการของชุมชน...!!!
                                           ทีมข่าวเฉพาะกิจ / รายงาน
*************************************

เลขาศาลฯชี้ปม"เรืองไกร"ร้องสอบ " 9 ตุลาการ"รอดูคำ"ดีเอสไอ"ก่อน

           เมื่อวันที่ 30 เม.ย.56 นายเชาวนะ ไตรมาศ  เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.สรรหา ยื่นหนังสือร้องสอบตุลาการ ทั้ง 9 คน เพื่อให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ตามความผิดมาตรา 83 และ 112 ขอให้ดูคำตัดสินของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก่อนว่า เป็นอย่างไร และอย่าเพิ่งคิดไปไกลถึงกรณีที่นายเรืองไกรร้อง เพราะยังมีการชุมนุมอยู่ในขณะนี้จึงไม่อยากให้มีการขยายปัญหา ส่วนที่นายเรืองไกรยื่นเรื่องมาให้ศาลรัฐธรรมนูญด้วยนั้น ส่วนตัวยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้
           นายเชาวนะ กล่าวถึงกรณีที่ ส.ส. และ ส.ว. 312 คนยื่นจดหมายไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญว่า ไม่สามารถให้ความเห็นเรื่องดังกล่าวได้ แต่ยอมรับความเห็นที่แตกต่างกันของแต่ละฝ่าย ส่วนคำร้องการแก้รัฐธรรมนูญที่ให้ศาลตีความส่วนตัวยังไม่ได้รับรายงาน แต่เชื่อว่าเป็นไปตามกระบวนการของศาล
          ด้านพ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผอ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 1 (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีนายเรืองไกร ยื่นหนังสือร้องเรียนกับดีเอสไอให้ตรวจสอบกรณี นายชัช ชลวร ทำหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ นั้น ดีเอสไอจะรับเป็นกรณีพิเศษหรือไม่ คงต้องรอปรึกษาคณะทำงานอีกครั้ง ส่วนความคืบหน้า คดีเงินบริจาคพรรคประชาธิปปัตย์ นั้นขณะนี้ พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้ทำการสอบปากคำไปแล้วรวม 15 คน เหลืออีก 29 คน ที่จะเชิญมาให้ปากคำในวันถัดๆไป ซึ่งการเชิญครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้แสดงความบริสุทธิ์ ไม่ได้หมายความว่าเป็นความผิดทางอาญา ซึ่งแต่ละคนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ส่วนคนที่เชิญไปจะมาหรือไม่มาก็ได้ถือเป็นสิทธิ์ เพื่อเข้าขั้นตอนการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเท่านั้น ทั้งนี้ หลังเรียกมาครบ ก็จะนำคำชี้แจงมาปรึกษากับคณะทำงานว่า ทิศทางในการสั่งคดีจะเป็นอย่างไร จะสรุปความผิดได้หรือไม่ ต้องดูพยานหลักฐานว่าไปในทางไหนซึ่งแต่ละคนมีเวลา 1 เดือนในการชี้แจง และยังสามารถขอขยายเวลาได้
 **************************************

เครือข่ายองค์กรชุมชนฯ โวยถูกหั่นงบแก้จน สมาพันธ์ครูใต้ขอปรับหลักเกณฑ์สอบครูผู้ช่วย

          ทำเนียบรัฐบาล-เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 30 เม.ย.56 นายพรเทพ บูรณบุรีเดช ผู้แทนสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) พร้อมด้วยนางมุกดา อินต๊ะสาร ผู้แทนเครือข่ายสวัสดิการชุมชน และสมาชิกเครือข่ายองค์กรชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองแห่งประเทศไทยกว่า 100 คน ได้ยื่นหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขอให้ช่วยทบทวนการสนับสนุนงบประมาณการพัฒนาขององค์กรชุมชน เพื่อแก้ปัญหาความยากจนในด้านต่างๆ คือ 1.ขอให้รัฐบาลกำหนดนโยบายสนับสนุนการจัดการชุมชนท้องถิ่นขององค์กรชุมชนในทุกมิติ เป็นนโยบายทางสังคมที่ทุกหน่วยงานต้องดำเนินการและสนับสนุนเพื่อให้องค์กรชุมชนที่มีอยู่กว่า 300,000 องค์กรทั่วประเทศ เป็นองค์กรหลักของประเทศ ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตประชาชน 2.ขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนและปรับเปลี่ยนกรอบวงเงินงบประมาณปี 2557 เพื่อสนับสนุนการทำงานขององค์กรชุมชนผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนโดยมีหลักการ คือ ให้องค์กรชุมชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนงาน เป็นวงเงินรวม 5,183 ล้านบาท
           นางมุกดา เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศได้ร่วมกับรัฐบาลช่วยกันทำงานแก้ไขปัญหาความยากจนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2545 รวมทั้งการเข้าร่วมในศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากชน (ศตจ.) ในทุกระดับ และทราบว่าเมื่อวันที่ 23 เม.ย.56 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้จัดสรรกรอบวงเงินงบประมาณประจำปี 2557 ของหน่วยงานต่างๆ และได้ตัดงบประมาณสนับสนุนการทำงานขององค์กรชุมชนที่เสนอผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์กรมหาชน) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จากที่เสนอ 5,183 ล้านบาท เหลือเพียง 569 ล้านบาท โดยเฉพาะโครงการสวัสดิการชุมชนถูกตัดทั้งหมด 1,200 ล้านบาท
          "ที่ผ่านมามีการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงไปแล้ว 1,656 ชุมชน 88,049 ครัวเรือน จัดตั้งกองทุนสวัสดิการ 5,577 กองทุน แก้ปัญหาที่ดินในพื้นที่กว่า 600 ตำบล ซ่อมสร้างบ้านในพื้นที่ชายแดนใต้ 286 ตำบล 46,861 ครัวเรือน และมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน 3,748 สภา ซึ่งเป็นการดำเนินการแก้ปัญหาได้ตรงตามความต้องการและเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล" นางมุกดา กล่าว
           ขณะเดียวกัน น.ส.มีนา สาหมัด ประธานสมาพันธ์เพื่อพัฒนาการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วยตัวแทนจากสมาพันธ์เพื่อพัฒนาการศึกษาฯ จำนวน 15 คน ได้ยื่นหนังสือถึงนายสุพร อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) ขอให้ช่วยเหลือและนำส่งเรื่องต่อไปยังกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ขอปรับหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกสอบบรรจุตำแหน่งครูผู้ช่วยเป็นการอบรมแบบเข้มกรณีพิเศษ เนื่องจากที่ผ่านมาทางสมาพันธ์ฯ ได้ดำเนินการขอความอนุเคราะห์ปรับเปลี่ยนตำแหน่งให้กับบุคลากร ประกอบด้วย 1.พนักงานราชการที่มีอายุงานครบ 5 ปี ปรับเป็นข้าราชการครู ตำแหน่งครูผู้ช่วย 2.ครูอัตราจ้างอายุงานครบ 3 ปี ปรับเป็นพนักงานราชการ 3.วิทยากรสอนศาสนาอิสลามศึกษาอายุงานครบ 5 ปี ปรับเป็นข้าราชการ ตำแหน่งครูผู้ช่วย 4.ลูกจ้างสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ปรับเป็นพนักงานราชการ แต่การดำเนินการยังไม่สามารถกระทำได้ เพราะการปรับตำแหน่งต่างๆ จะต้องผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
           น.ส.มีนา กล่าวว่า การมายื่นหนังสือครั้งนี้ เพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกทั้งเพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพทางการศึกษา ลดปัญหาการจัดการศึกษาในพื้นที่ เพื่อช่วยแก้ปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจและความมั่นคงในชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
 *********************************

"ผู้การโคราช"สั่งล่าอ้างผู้ว่าฯรีดส่วยละเมิดลิขสิทธิ์ "ณัฐวุฒิ"ควง"ปัจฉิมา" แถลงดีเอสไอจับมือถือ 50 ล.

           เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 56 จากกรณีนายวินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าฯ นครราชสีมา แฉข้อมูลในระหว่างการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ที่ห้องประชุมเปรมติณสูลานนท์ ศาลากลาง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 26 เม.ย.56 เรื่องร้องเรียนจากพ่อค้าแม่ค้าตลาดนัดในโคราช อ้างว่าถูกตำรวจนอกแถวอ้างชื่อผู้ว่าฯ ไปเรียกเก็บเงินรายละ 10,000-50,000 บาท เพื่อไม่ต้องถูกดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์และสินค้าไม่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น
          พล.ต.ต.องอาจ ผิวเรืองนนท์ ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา เปิดเผยความคืบหน้าว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้สถานีตำรวจภูธรทั้ง 51 แห่ง สังกัดกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดนครราชสีมา ให้ตรวจสอบขบวนการแอบอ้างพร้อมจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายให้เด็ดขาด และหากพบการกระทำผิดซึ่งหน้าก็ต้องจับกุม โดยเฉพาะสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หรือไม่มี มอก. ซึ่งเป็นความผิดชัดเจนต้องตรวจสอบบันทึกการจับกุม ทั้งนี้ ตำรวจจะถูกข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากมีพยานหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกเก็บส่วย ให้มาร้องกับตนได้ โดยตรงทุกอย่างจะเป็นความลับ ตนจะจัดการพวกนอกรีตให้เด็ดขาด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการกับกลุ่มผู้กระทำผิดในคดีละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าอย่างเข้มงวด โดยไม่จำเป็นต้องไปแอบอ้างชื่อผู้ว่าฯ ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน
            พล.ต.ต.องอาจ  กล่าวอีกว่า กรณีที่เกิดขึ้นน่าจะมีบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการนำชื่อผู้ว่าฯมาหากิน โดยมีเป้าต้องการนำชื่อผู้ว่าฯมาเป็นโจทย์หรือจำเลยร่วมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ต้องทำงานอย่างเข้มแข็ง เพื่อสนองตอบนโยบายของรัฐบาล ทำให้มีทั้งคนรักและคนเกลียด มีทั้งกลุ่มคนที่มีผลได้ผลเสีย เรื่องการจับกุมผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ ตนได้รวบรวมผลการปฏิบัติงานการจับกุมกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าละเมิดลิขสิทธิ์สินค้ามากมายเอาไว้ และมอบให้ผู้ว่าฯไปแล้ว ซึ่งท่านผู้ว่าฯก็รับทราบดี นอกจากนี้ ได้กำชับกับตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชา อย่าตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มบุคคลอื่น เพื่อหากินเรียกรับผลประโยชน์  ตำรวจต้องทำตามกฎหมายอย่างเดียว ไม่ต้องไปรีดไถ
           "การทำงานมีการให้เงินรางวัลถูกต้องตามกฎหมาย ตำรวจคนใดไปรีดไถ ก็ระวังติดคุกเอง ยืนยันตนเป็นผู้การโคราชมาเกือบ 2 ปี ไม่เคยไปสั่งลูกน้องไปรีดส่วยหรือเรียกเก็บเงินต่าง ๆ ถ้ามีตนยอมลาออกหรือขอย้ายตัวเอง"พล.ต.ต.องอาจ กล่าว
            ด้านพ.ต.ท.ชินโชติ แดงสุริศรี ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงความคืบหน้าการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ร่วมกับ พ.ต.ท.สรรเสริญ กล่อมเกษม สวป.สน.บางขุนเทียน พร้อมกำลัง นำหมายค้นศาลอาญาธนบุรีเลขที่ 322/56 ลงวันที่วันที่ 29 เม.ย. 56 เข้าค้นตึกแถว 4 ชั้น 2 คูหาซอยเอกชัย 34 เลขที่ 28/147 แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กทม. ช่วงเย็นวันที่ 29 เม.ย.56 ว่า หลังเจ้าหน้าที่ดีเอสไอสืบทราบว่าตึกแถวดังกล่าวลักลอบนำเข้าอุปกรณ์โทรศัพท์มือถืออย่างผิดกฎหมาย จากการตรวจสอบพบว่าภายในอาคารดังกล่าวมีกล่องบรรจุอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต ยี่ห้อต่างๆ ที่นำเข้าอย่างผิดกฎหมายจำนวนมาก ทั้งนี้ บริเวณชั้น 2 พบร่องรอยการทุบกำแพง เพื่อเชื่อมต่อกับคูหาด้านข้างอีก 
           พ.ต.ท.ชินโชติ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบพบว่าทุกชั้นไม่มีผู้พักอาศัย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ขนย้ายของกลางกว่า 100,000 ชิ้น มูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท  และรวบรวมหลักฐานเพื่อติดตามผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี  และการจับกุมในครั้งนี้เป็นนโยบายของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่จะปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อลดมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศในทวีปยุโรปและอเมริกา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ติดตามมาจากแหล่งค้าย่านคลองถม และมาบุญครอง จนมาพบสถานที่เก็บสต๊อกสินค้าดังกล่าว
           อย่างไรก็ตามมีรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษด้วยว่า วันที่ 1 พ.ค.56 เวลา 14.00 น. นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ รมช.พาณิชย์ และนางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา จะเดินทางมาแถลงข่าวกับสื่อมวลชน กรณีที่ดีเอสไอจับอุปกรณ์โทรศัพท์มือผิดกฎหมายในครั้งนี้อีกด้วย
 *************************************

เมียโกงเงินหมดตัว


        นายโรเจอร์ เรย์ ฮาร์เพล สัญชาติอเมริกัน เข้าพบพ.ต.อ.ดร.ณรัชต์  เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร้องทุกข์และขอความช่วยเหลือหลังถูกภรรยาคนไทย ยักยอกทรัพย์ เป็นจำนวนเงินกว่า 25  ล้านบาท ทำให้ตกอับ ไม่มีที่อยู่อาศัย ต้องไปขออาศัยอยู่ที่วัดในจ.จันทบุรี ซึ่งได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก จึงต้องการร้องทุกข์  ส่วน อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ พร้อมช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย ณ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 30 เม.ย.56
******************************

"กสม.-ดีเอสไอ"ถกคุ้มครองพยาน สะท้อน"ผู้ใหญ่จบ" ต้านขยะพิษ

            นายจร เนาวโอภาส ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ผู้แทนกลุ่มต่อต้านบ่อทิ้งขยะมลพิษ จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวถึง เหตุการณ์สังหารนายประจบ เนาวโอภาส หรือผู้ใหญ่จบ อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 14 ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา แกนนำชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิชุมชนของชาวต.หนองแหน ต่อต้านการทิ้งกากพิษอุตสาหกรรม จนกระทั่งถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 ก.พ.56  ซึ่งเป็นน้องชายของตนเองในเวทีสาธารณะ เรื่อง "นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน...ชีวิตที่ต้องได้รับการคุ้มครอง"  ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งจัดโดยคณะอนุกรรมการสื่อสารสิทธิมนุษยชน ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยมีผู้ร่วมอภิปรายจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฯลฯ เมื่อเร็วๆนี้ว่า จากการใช้พื้นที่ ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ในการทำพื้นที่ทิ้งขยะ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วพื้นที่เป็นสวนของเกษตรกร เป็นที่ทำกินทางการเกษตร มีบริษัทได้รับใบอนุญาตการจัดตั้งโรงงานประเภท 1-6 คือ การจัดการขยะ น้ำมัน หรือน้ำเสีย ในพื้นที่กลางหมู่บ้าน แต่ก็ได้รับการต่อต้านจนต้องยกเลิกโครงการ
           นายจร กล่าวอีกว่า ต่อมาทางบริษัทก็ไปใช้พื้นที่ริมคลองชลประทานในการดำเนินการ แล้วส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำนี้ในพื้นที่โดยรอบ เนื่องจากน้ำ หรือสารพิษปนเปื้อนรั่วซึมออกนอกพื้นที่ ทำให้เกิดความขัดแย้ง และหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาทั้งในพื้นที่ ระดับตำบล  อำเภอ จนถึงระดับจังหวัด แต่ก็ไม่เป็นผล  ชาวบ้านจึงรวมตัวกันชุมนุมจนมีคำสั่งปิดการดำเนินการของโรงงาน ทั้งนี้ ในระหว่างนั้นก็มีการฟ้องร้องเอาผิดต่อแกนนำที่คัดค้านทั้งหมด 5 คน ซึ่งรวมตัวผู้ใหญ่ประจบ และตนเองด้วย หลังจากนั้นศาลได้ยกฟ้อง แต่ก็ยังมีกระบวนการนำกากของเสียไปทิ้งในพื้นที่ต่างๆ โดยรอบ ชาวบ้านมีเฝ้าระวังกันเอง และเดินหน้าร้องเรียนต่อหน่วยงานต่างๆ และชุมนุมอย่างสันติจนมีคำสั่งปิดการดำเนินการของโรงงานดังกล่าว ซึ่งนำมาสู่การเสียชีวิตของผู้ใหญ่ประจวบ
          นายจร กล่าวด้วยว่า หลังจากที่ได้ประชุมร่วมกับเครือข่ายนักกฎหมาย ทนายความ ซึ่งสะท้อนข้อเท็จจริงที่ว่า นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนโดยส่วนใหญ่ที่ถูกสังหารจะเป็นผู้ที่ทำประเด็นทรัพยากร สิ่งแวดล้อม การคุ้มครองพยานที่ผ่านมามีทั้ง การนำเข้าพัก หรือให้อยู่ในสถานที่รักษาความปลอดภัยแบบเข้มข้น  และการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่คอยเฝ้าระวัง รักษาความปลอดภัยโดยให้พักอาศัย หรือติดตามด้วยตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมา มีความเป็นไปได้แค่ไหน ที่จะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็ว หรือเจ้าหน้าที่พนักงานที่เข้าใจ หรือมีทักษะในการดำเนินการที่เหมาะสม การทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ถึงสิทธิของกลุ่มชาวบ้าน หรือการทำงานที่จะดำเนินได้
***********************************

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

อ้างผู้ว่าฯรีดส่วยลิขสิทธิ์

          ารประชุมกรมการจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการประจำ จ.นครราชสีมา ประจำเดือนเม.ย. ที่หอประชุมเปรมติณสูลานนท์ ศาลากลาง จ.นครราชสีมา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยมีนายวินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าฯนครราชสีมา พร้อมด้วย นายสุชาติ นพวรรณ รอง ผู้ว่าฯนครราชสีมา และมีนายอำเภอ ตำรวจ ทหาร อัยการ และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมกว่า 300 คน
         ถือว่าน่าสนใจพอควร !!
         กลางที่ประชุม "นายวินัย" ระบุว่า ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนไปถึงนายกรัฐมนตรี จากผู้ที่เรียกตัวเองว่า "หลานเมืองย่า" ซึ่งเป็นพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่ขายสินค้าตามตลาดนัด อ้างว่า ถูกกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกแถวแอบอ้างชื่อ ผู้ว่าฯนครราชสีมา ไปเรียกเก็บส่วยกับผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อย พ่อค้าแม่ค้าตามตลาดนัดเปิดท้ายขายของ ตลาดนัดคลองถม รวมทั้งห้องแถวทั่วไป เป็นเงินรายละตั้งแต่ 10,000-50,000 บาท
        และต้องจ่ายเป็นรายเดือน !??
         โดยอ้างเหตุว่านำสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ กลุ่มเสื้อผ้า แผ่นซีดี แผ่นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ รวมถึงสินค้าไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมมาขายโดยผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีการเรียกเก็บส่วยกับกลุ่มผู้ประกอบการรถโดยสาร 2 แถวในเมืองโคราชอีกด้วย ที่สำคัญ "นายวินัย" ยังขอความร่วมมือกับส่วนราชการทุกหน่วยงานให้ช่วยกันสอดส่องตรวจสอบในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายโดยเคร่งครัด หากพบพ่อค้าแม่ค้ากระทำผิด ต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนไปตามขั้นตอน ไม่ควรไปเรียกเก็บเงินเพื่อละเว้นการจับกุม หรือดำเนินการเอาผิดตามกระบวนการทางกฎหมาย เพราะเรื่องนี้ถือเป็นความเสียหายของทางราชการอย่างร้ายแรง
         เสียหายต่อภาพลักษณ์นครราชสีมา !!
         แถมผู้ว่าฯนครราชสีมา ยืนยันชัดไม่มีคำสั่งใดๆ จากผู้ว่าฯ โคราช "ผมไม่ได้ทำ ผมบริสุทธิ์ใจ" เรื่องนี้ได้เรียก "พล.ต.ต.องอาจ ผิวเรืองนนท์" ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา  มาพูดคุยแล้ว ต้องสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริง หรือหากมีจริงก็ต้องสืบหาตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกแถว หรือผู้ที่แอบอ้างชื่อผม และต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด และฝากส่วนราชการให้ช่วยกันตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย...ที่ผมบอกว่างานนี้ถือว่าน่าสนใจพอควร เพราะเป็นปม "เผือกร้อน" ที่ทำให้ผู้ว่าฯนครราชสีมา ถึงกลับควันออกหู...ครับ ???
                                                          เพชรพญา
****************************************

"วิรุฬห์" ดันร่างพ.ร.บ.คู่ชีวิตเข้าสภาฯ หลังถกเสวนาทางวิชาการครบ 5 รอบ

           พล.ต.อ.วิรุฬห์ พื้นแสน ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวระหว่างการเสวนาทางวิชาการครั้งที่ 5 เรื่องความหลากหลายทางเพศกับกฎหมายการจดทะเบียนคู่ชีวิตของไทย เพื่อนำไปสู่การจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจดทะเบียนคู่ชีวิตของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ พ.ศ. ... ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  กระทรวงยุติธรรม  ที่รัฐสภา เมื่อเร็วๆนี้ว่า ในสังคมปัจจุบันมีประชาชนใช้ชีวิตคู่กับบุคคลที่เป็นเพศเดียวกันเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่จะสร้างครอบครัวร่วมกัน เป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกัน ดูแลรับผิดชอบซึ่งกันและกัน ในยามป่วยไข้ หรือในยามฉุกเฉิน มีเหตุคดีความ ซึ่งที่ผ่านมาชีวิตคู่ของบุคคลเหล่านี้กลับไม่ได้รับการรับรองจากกฎหมาย ทั้งนี้นโยบายของรัฐ ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำนิติกรรมต่างๆ กลายเป็นการสร้างปัญหาที่ซับซ้อนไม่ว่าจะเกิดกับฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ที่ต้องเสียชีวิต หรือทั้งสองคนต้องแยกทางกัน ทั้งนี้เนื่องจากสิทธิต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความเป็นครอบครัวของคู่ชีวิตเพศเดียวกันได้สูญหายไปกับการรับรองทางกฎหมาย และทำให้บุคคลเหล่านี้ ไม่ได้รับความเสมอภาคศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ขัดกับสิทธิมนุษยชนของสากล
            พล.ต.อ.วิรุฬห์ กล่าวด้วยว่า ภารกิจบทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่คุ้มครองสิทธิมนุษยชน ให้ได้รับสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกระดับ โดยไม่เลือกปฎิบัติต่อบุคคลในกลุ่มใดๆทั้งสิ้น จึงร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  กระทรวงยุติธรรม โดยตั้งคณะทำงานจัดทำร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) การจดทะเบียนคู่ชีวิตของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ พ.ศ. ...หลังจากก่อนหน้านี้ได้จัดสวนาทางวิชาการรับฟังความคิดเห็นของประชานมาแล้ว 4 ภาค ซึ่งคณะกรรมการจะนำข้อสรุปจากเวทีเสวนาทางวิชาการครั้งที่ 5 ที่รัฐสภา ไปร่วมพิจารณากับความคิดเห็นของทั้ง 4 ภาค และไปเสนอต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้นำสู่ที่ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาออกกฎหมายโดยให้ถือปฎิบัติต่อไป
 ************************************

บิ๊กคุ้มครองสิทธิฯดันร่างกม.เข้าสู้สภา ดำเนินคดีผู้กระทำความผิดการทรมาน

           ที่โรงแรมรามาการ์เด้นท์ กรุงเทพฯ-เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 เม.ย. 56 กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อนำเสนอรายงานผลการดำเนินการของประเทศไทย ตามพันธกรณีภายใต้นุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ โดยมีพ.ต.อ.ดร.เอกณรัชต์ เศวตนันท์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นประธานเปิดการประชุมและร่วมอภิปรายการประชุมในครั้งนี้
           พ.ต.อ.ดร.เอกณรัชต์  กล่าวว่า อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี เป็นหนึ่งในสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งภายหลังจากเข้าภาคีอนุสัญญาการต่อต้านการทรมานฯ ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีมีพันธกรณีที่สำคัญ 4 ประการ คือ 1.การประกันให้เกิดสิทธิต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ 2.การปฏิบัติให้เกิดสิทธิตามที่รับรองไว้ในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ ด้วยความก้าวหน้า 3.การเผยแพร่หลักการของสิทธิที่ระบุไว้ในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ อย่างกว้างขวาง 4.การจัดทำรายงานสถานการณ์และปัญหาอุปสรรคภายในประเทศตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทรมานฯ
           "จากการจัดทำรายงานผลการดำเนินงานของประเทศไทยฯ ที่ผ่านมา พบว่าในภาพรวมของการดำเนินการ หน่วยงานภาครัฐมีความตื่นตัวในการปฏิบัติให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฯ โดยหน่วยงานส่วนใหญ่ได้มีการจัดทำหนังสือเวียนเพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานรับทราบและมีแนวทางปฏิบัติที่ป้องกันไม่ให้มีการทรมานหรือทารุณกรรมในทุกรูปแบบ รวมทั้งมีการกำหนดมาตรฐานของการดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ไว้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับคำนึงถึงการปฏิบัติตามหลักประกันสิทธิมนุษยชนด้วย" พ.ต.อ.ดร.เอกณรัชต์ กล่าว
            พ.ต.อ.ดร.เอกณรัชต์  กล่าวถึงปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติไปตามอนุสัญญาฯ ว่าเนื่องจากประเทศอนุสัญญาฯ เพิ่งมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยเมื่อประมาณ 6 ปีที่ผ่านมา ผู้ปฏิบัติงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบางส่วนจึงยังไม่มีความตระหนักรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ อย่างทั่วถึง อีกทั้งประเทศไทยยังไม่ได้มีการกำหนดความผิดเฉพาะฐานทรมานหรือกำหนดให้การกระทำทรมานที่เข้าเงื่อนไขตามที่อนุสัญญาฯ เป็นความผิดตามกฎหมายอาญา
           "กระบวนการที่ใช้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการทรมานยังไม่ได้กำหนดไว้เป็นลักษณะเฉพาะ จึงทำให้ต้องเทียบเคียงกฎหมายไทยที่มีอยู่ ส่งผลให้ไม่มีหน่วยงานใดที่จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับหลักฐานในการดำเนินการที่เกี่ยวกับการทรมานตามอนุสัญญาฯ จึงได้มีความพยายามแก้ปัญหาดังกล่าว โดยได้ร่วมกับคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และภาคประชาสังคม ยกร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.... และ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ.... ซึ่งปัจจุบันดำเนินการร่างเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการดำเนินการนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ความก้าวหน้าดังกล่าวถือเป็นตัวอย่างพัฒนาการล่าสุดในการดำเนินงานตามอนุสัญญาฯ" พ.ต.อ.ดร.เอกณรัชต์ กล่าว
**************************************

5 จว.ตะวันออกเสี่ยงกากอุตฯ จวกกลุ่มทุนทะลักพื้นที่แปดริ้ว

           นายกิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ฉะเชิงเทรา เปิดเผยระหว่างการสัมมนาคณะทำงานเครือข่ายสภาเกษตรกรจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่โรงแรมแกรนด์ รอยัล พลาซ่า อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อเร็วๆนี้ ท่ามกลางตัวแทนเกษตรกรที่มาเข้าร่วมกว่า 400 คนเมื่อเร็วๆนี้ ว่าจากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากกลุ่มทุนพากันเข้ามาตั้งโรงงาน พบว่าบริษัทที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาไม่ได้จดทะเบียนการประกอบกิจการที่ จ.ฉะเชิงเทรา จึงไม่มีใครจ่ายภาษีให้คนในพื้นที่แต่กลับไปจ่ายภาษีให้กรุงเทพฯ และ จ.สมุทรปราการ ส่วนฉะเชิงเทรา กลายเป็นพื้นที่ซึ่งต้องแบกรับภาระจากผลกระทบที่เกิดขึ้นมากมาย ทั้งการจราจรที่แออัดขึ้นมลพิษ รวมถึงกากอุตสาหกรรม ทำให้เงินงบประมาณของจัดหวัดที่รัฐบาลจัดสรรมาให้แค่เพียงปีละประมาณ 500 ล้านบาท ไม่เพียงพอต่อการพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนในท้องถิ่น ทั้งนี้ อยากเสนอผ่านไปยังรัฐบาล ให้หันมาพิจารณาประเด็นปัญหาเรื่องนี้ด้วย โดยเฉพาะจังหวัดที่กลายเป็นฐานรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งหลังจากนี้จะได้หาทางในำเสนอปัญหาให้รัฐบาล ผ่านทางส.ส.ต่อไป
          ด้านนายณัฐพล ณัฎฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากการนำผลการตรวจสอบกากขยะจากโรงงานอุตสาหกรรม 4,736 แห่งทั่วประเทศ เข้าหารือกับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)  พบว่ามีกากขยะอุตสาหกรรมสูญหายที่ถูกลักลอบบำบัดไม่เป็นระบบด้วยการเผา 31,350,000 ตัน ซึ่งขณะนี้พื้นที่อุตสาหกรรมที่น่าเป็นห่วง คือ ชลบุรี, ระยอง,ปราจีนบุรี,ฉะเชิงเทรา,สระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ขยายตัวทางภาคอุตสาหกรรม และมีความเสี่ยงสูงในการลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรม
 *************************************

บุกปล้นร้านทองกลางเมืองมุกดาหาร

         เมื่อวันที่ 29 เม.ย.56 ร.ต.ท.สุรเดช บุญพิทักษ์ชนม์ ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายปล้นร้านทองเยาวราชข้างตลาดสดเทศบาล 1 อ.เมือง จ.มุกดาหาร จึงนำกำลังรุดไปที่เกิดเหตุ ทราบชื่อคนร้ายคือ นายจามร บุตรแก้ว อายุ 36 ปี ชาวเมืองใหม่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร กวาดทองรูปพรรณน้ำหนักประมาณ 104 บาท มูลค่าประมาณ 2,100,000 ใส่กระเป๋าเอกสารที่เตรียมมาก่อนวิ่งออกจากร้าน และจะใช้มีดจี้รถจักรยานยนต์ของประชาชนที่ขับขี่อยู่บนถนน ขับหลบหนีไปทางเมืองใหม่มุ่งหน้าออกไปตามเส้นทางมุกดาหาร-คำชะอี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสกัดจับได้ที่บริเวณปั๊มน้ำมันบางจากบ้านศูนย์ไหม ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 7 กิโลเมตร จากการสอบถามทราบว่าผู้ต้องหาเพิ่งออกจากคุกเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม 55 ที่ผ่านมาจึงได้นำตัวมาทำแผนประกอบคำสารภาพท่ามกลางประชาชนที่มามุงดูกันเป็นจำนวนมาก
*********************************

ศาลเชียงใหม่เลื่อนนัดพิจารณาคดี เฒ่าออสซี่วัย 94 ปีข่มขืนเด็กไทย

          จากกรณีที่ Mr.Joseph Karl Kraus อายุ 94 ปี ชาวออสเตรเลีย ซึ่งเกษียณอายุมาอาศัยอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ก่อคดีในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี ถึง 4 คน ในหมู่บ้านธารอิงดอย 2 อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เมื่อเดือนมิถุนายน 2553 ซึ่งถูกตำรวจจับกุมตัวและอยู่ในระหว่างการประกันตัวของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ล่าสุดได้หลบหนีและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายไปยังประเทศพม่า ด้านจังหวัดเมียวดี ตรงข้ามอำเภอแม่สอด และยังสามารถเดินทางเข้าไปถึงจังหวัดผาอ่าง เมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยง จนกระทั่งตำรวจพม่าได้จับกุมตัวเมื่อ 24 ก.ค.55 และส่งตัวกลับมายังประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 ส.ค.55 โดยมีพ.ต.ท.อภิชาต หัตถะสิน เจ้าหน้าที่ตำรวจแผนกอาชญากรรมข้ามชาติเกี่ยวกับเด็กและสตรี ตำรวจภูธรภาค 5 เดินทางไปรับตัว ผู้ต้องหาซึ่งอยู่ในสภาพอิดโรยและต้องนั่งรถเข็น โดยได้นำตัวกลับมาฝากขังยังเรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่และศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้นัดสืบพยานฝ่ายโจทย์มาแล้วหลายครั้ง
              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 29 เม.ย.56 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้นัดสืบพยานจำเลยอีกครั้ง โดยมีนายอภิชาติ นิมเรือง เป็นผู้พิพากษา แต่ในครั้งนี้ทนายฝ่ายจำเลยได้ยื่นเอกสารการตรวจร่างกายของ Mr.Joseph Karl Kraus จากแพทย์ของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ที่ระบุว่า จำเลยมีโรคประจำตัวหลายโรค อาทิ มะเร็ง ความจำเสื่อม แผลกดทับ ฯลฯ เพื่อให้ศาลพิจารณาจำหน่ายคดี เนื่องจากจำเลยมีอายุมากและเป็นโรคประจำตัว ทั้งนี้ ศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่าต้องมีแพทย์ที่เป็นพยานบุคคลมาเบิกความสำทับต่อศาล เพื่อยืนยันว่ามีสภาพร่างกายทรุดโทรมจริง โดยนัดพิจารณาคดีในครั้งต่อไปในวันที่ 10 มิ.ย.56 เวลา 13.00 น. ซึ่งในคดีการกระทำอนาจารแก่เด็ก พรากผู้เยาว์ ข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 20 ปี หากรับสารภาพทางศาลจะพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง
********************************************

วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556

"จารุพงศ์"จวกอุตฯต้นตอมลพิษ-น้ำท่วม โยธาฯวางผังป้องกันน้ำท่วม-แผ่นดินไหว

           นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธี "รำลึกคุณูปการ 150 ปี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ณ กรมโยธาธิการและผังเมือง ถ.พระราม 6 ว่า ตามที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งกำชับเรื่องโยธาและผังเมืองอยากจะให้มีพิมพ์เขียวของการวางแผนการพัฒนาประเทศผ่านทางโยธาและผังเมืองในการที่จะให้ทุกภาคส่วนได้เข้าใจ และจัดวางยุทธศาสตร์อย่างถูกต้อง ว่าพื้นที่ไหนจะเป็นพื้นที่ทางการพาณิชย์ พื้นที่ไหนจะเป็นพื้นที่ด้านที่อยู่อาศัย พื้นที่ไหนจะเป็นส่วนของราชการต่างๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองกำลังดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะผังเมืองรวมของแต่ละจังหวัด ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2549 แต่พอจะประกาศใช้จริงๆ เหตุการณ์มันเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ทำให้การร้องเรียนมีมากขึ้น ก็ต้องมาแก้ปัญหากันตลอดเวลา ส่วนปัญหาที่พบใน จ.ชลบุรีนั้น คือกลุ่มเกษตรกรประสบปัญหากรณีที่มีนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออกจำนวนมาก เมื่อนิคมอุตสาหกรรมไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ โดยลักลอบทิ้งกากพิษ ทำให้เกิดภาวะมลพิษขึ้นมา อันมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรและชาวทะเลในพื้นที่นั้น ซึ่งชาวบ้านก็ได้มีการเรียกร้องให้ทางกระทรวงมหาดไทยควบคุมและดำเนินการอย่างเฉียบขาด ซึ่งตนก็เห็นด้วย เพราะฉะนั้นการที่จะอยู่ร่วมกันและพัฒนาประเทศ โดยใช้หลักทางโยธาและผังเมือง ทุกฝ่ายจะต้องให้ความสำคัญ ร่วมมือและปฏิบัติร่วมกัน ก็จะทำให้อยู่ร่วมกันได้ ทั้งภาคเกษตร และอุตสาหกรรม
             ด้านนายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นเจ้านายพระองค์หนึ่งที่ทำคุณประโยชน์อย่างอเนกอนันต์ต่อประเทศชาติในฐานะ "นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม" ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึง 3 รัชกาล และทรงเป็น "สมเด็จครู" ของช่างศิลปกรรมทุกแขนง ขณะที่เราเป็นข้าราชการ ก็จะทำหน้าที่สนองพระเดชพระคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และของประเทศชาติให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็ต้องทำงานให้ดีที่สุด ซึ่งขณะนี้เราก็ช่วยทางคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) อยู่ โดยกรมโยธาฯ จะเข้าไปช่วยเหลือทางด้านเทคนิค ส่วนกรณีเกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากมีกฎกระทรวงกำหนดเขตเป็นโซน โดยเฉพาะโซนที่จะต้องมีการออกแบบเพื่อป้องกันแผ่นดินไหว เราจะดูว่าพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่เสี่ยง เช่น จังหวัดตามแนวรอยเลื่อน ซึ่งประเทศไทยนับว่าโชคดีที่ไม่มีรอยลื่อนใหญ่ แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีบางจังหวัดอยู่ใกล้รอยเลื่อนก็เป็นเขตที่จะต้องมีการออกแบบและควบคุมอาคารเพื่อรองรับแผ่นดินไหวไว้แล้ว ส่วนพื้นที่กรุงเทพมหานครและในเขตปริมณฑลซึ่งอยู่ในเขตดินอ่อน ก็อาจจะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ซึ่งกำหนดให้มีการออกแบบเพื่อรองรับแผ่นดินไหวด้วย
           อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวถึงแผนป้องกันน้ำท่วมว่า ทางกรมฯ มีภารกิจต่อเนื่อง คือ การก่อสร้างโรงป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชน เราคิดว่าจะป้องกันในส่วนที่เป็นพื้นที่ชุมชน รวมถึงย่านที่มีผู้พักอาศัยหนาแน่น เพื่อเป็นการป้องกันความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นโครงการที่อยู่ในแผนเรา ก็เข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของ กบอ.แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ในด้านการเตรียมการของแต่ละส่วนก็ได้ดำเนินการไปแล้ว โดยเฉพาะงบฟื้นฟูน้ำท่วม 1 แสนกว่าล้านก็เอาไปช่วยหลายส่วน ในส่วนของกรมฯ พื้นที่ไหนที่มีความเสี่ยง อย่างเช่น บริเวณริมคลองรังสิต ขณะนี้ก็ก่อสร้างเสร็จถาวรแล้ว ซึ่งตนคิดว่าความเสี่ยงน่าจะมีน้อยกว่าปี 54 เพราะหลายหน่วยได้มีการเตรียมการไว้อย่างดีแล้ว
***********************************

เครือข่ายหลากเพศยื่น 5 ข้อเปิดผนึก ร่างพ.ร.บ.คู่ชีวิตหวังเท่าเทียมทุกเพศ

         นายดนัย ลินจงรัตน์ ตัวแทนเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ  กล่าวถึงการเสวนาทางวิชาการครั้งที่ 5 เรื่องความหลากหลายทางเพศกับกฎหมายการจดทะเบียนคู่ชีวิตของไทย เพื่อนำไปสู่การจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจดทะเบียนคู่ชีวิตของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ พ.ศ. ... ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  กระทรวงยุติธรรม  ที่รัฐสภา เมื่อเร็วๆนี้ว่าทางเครือข่ายฯ ยื่นจดหมายเปิดผนึกมีข้อเสนอที่สำคัญ 5 ข้อ กับ พล.ต.อ.วิรุฬห์ พื้นแสน ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อที่จะให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้สมบูรณ์ คือ ข้อที่ 1.เรื่องสิทธิมนุษยชน และสมดังเจตนาของทุกคน เราอยากจะให้เพิ่มเติมข้อความที่มีความชัดเจน ซึ่งจะคุ้มครองสิทธิทุกคนให้มีความเท่าเทียมกัน โดยมุ่งเน้นหลักปฏิบัติในการจดทะเบียน สวัสดิการทางสังคม และการคุ้มครองสิทธิ์ของคนทุกเพศที่จะเป็นชีวิตคู่ให้มีความเท่าเทียมกัน ไม่แตกต่างกัน ข้อที่ 2.อยากจะให้เพิ่มเติมเรื่องบุตร เพราะว่าถ้าเราขาดเรื่องบุตรใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ ก็ไม่สามารถอ้างได้ว่าการกระทำครั้งนี้ของเราในฐานะประชาชนคนไทยทุกภาคส่วน สามารถบอกได้ว่าเราต้องการความเท่าเทียมกัน ข้อที่ 3.เรื่องการจดทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนคู่ชีวิต การจดทะเบียนสมรสในกฎหมายเดิม จริงๆ แล้วทุกอย่างมีมาตรการที่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นควรจะใช้หลักปฏิบัติเดียวกัน
          นายดนัย กล่าวอีกว่า ข้อที่ 4.ในมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ การที่กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อบังคับใช้ในระเบียบปฏิบัติ กรณีนี้กระทรวงมหาดไทยต้องฟังระเบียบปฏิบัติที่ออกมา เพื่อให้การจดทะเบียนคู่ชีวิตเป็นไปในลักษณะเดียวกันกับการจดทะเบียนสมรส เพราะเราทุกคนเป็นคนเหมือนกัน เพศเป็นแค่สัญลักษณ์ทางร่างกาย แต่ความเป็นมนุษย์เราไม่ได้เแตกต่างกัน ข้อที่ 5.คำว่า "อนุโลม" มีความจำเป็นมาก เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้เดินไปในทางที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น คำว่า "อนุโลม" จะต้องไม่ขัดกับหลักการเหตุผลในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะฉะนั้นทุกคนจะต้องใส่หัวใจ และให้ความสำคัญเรื่องความเท่าเทียมกันของคนทุกเพศ ครอบครัว คู่ชีวิตในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้
 **************************************

รมว.ยธ.หารือ APG ชี้อัดงบปปง. สอดคล้องรองรับมาตรฐานสากล

        พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เปิดเผยถึงการหาลือกับนายกอร์ดอน ฮุค เลขาธิการกลุ่มความร่วมมือเพื่อต่อต้านการฟอกเงินเอเชียแปซิฟิค โดยมี พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง.เข้าร่วมหารือด้วย ที่ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ว่า APG ขอเลื่อนช่วงระยะที่จะมีการประเมินผลการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายของประเทศไทยครั้งใหม่ จากเดิมปี 2558 เลื่อนมาเป็นปี 2557 เพื่อให้เกิดความพร้อม ประเทศไทยยืนยันกับทาง APG ขอให้มีการประเมินในช่วงเวลาเดิมปี  2558 ส่วนการสนับสนุนประเทศไทยให้ได้รับการถอดชื่อออกจากประกาศสาธารณะของ FATF นั้น เราได้ชี้แจงว่า รัฐบาลไทยให้การสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย คือ สำนักงานปปง. โดยมีการปรับองค์กร เพิ่มงบประมาณ และอัตรากำลังบุคลากรต่างๆเพื่อให้สอดคล้องรองรับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายต่างๆให้สอดคล้องรองรับมาตรฐานสากลแล้ว
           พล.ต.อ.ประชา  กล่าวอีกว่า คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน  FATF ที่ยังมีข้อห่วงใยในบางประเด็น ซึ่งทางประเทศไทยพยายามแก้ปัญหา เช่น ในเรื่องการจัดทำคำแปลกฎหมายที่ออกใหม่อย่างเป็นทางการ การแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานสากลได้อย่างครบถ้วน โดยทางประเทศไทยรับที่จะดำเนินการให้ครบถ้วน ซึ่ง APG ได้หยิบยกตัวอย่างบางประเทศที่แม้จะมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย แต่ข้อบทบางประการที่ยังมีข้อขัดข้องไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล จึงยังถูกจัดในบัญชีดำว่าเป็นประเทศที่ต้องเฝ้าระวังทางการเงินอยู่ ซึ่งประเทศดังกล่าวจะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขให้สอดคล้องตามมาตรฐานสากล จึงจะสามารถพ้นออกจากบัญชีดำได้
          อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยนั้น ได้ดำเนินการการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลโดยหารือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ซึ่งโดยหลักการแล้ว กฎหมายของประเทศไทยมีความสอดคล้องเป็นส่วนใหญ่ทาง APG จึงควรให้ประเทศไทยใช้กฎหมายฉบับนี้ไปก่อน และหากมีข้อขัดข้องหรือมีข้อบทใดที่ยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ประเทศไทยจะรับข้อพิจารณาเหล่านั้นมาปรับปรุงแก้ไขต่อไป
 ************************************

ดีเอสไอภาคตะวันออกร่วมแรงงาน รวบต่างด้าวลอบทำงานนิคมอุตฯอื้อ

         เมื่อวันที่ 28 เม.ย.56 นายเชิดศักดิ์ วิสุทธิกุล ผอ.กองตรวจและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยความคืบหน้า กรณีกรมการจัดหางาน สนธิกำกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.หนองขาม  อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เข้าจู่โจมตรวจค้นหอพักศรีราชาเฮ้าส์ ริมถนนสุขาภิบาล 8 ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 26 เม.ย.56 หลังสืบทราบว่ามีแรงงานต่างด้าวจำนวนมากหลบหนีเข้ามาพักอาศัยทำงานตามโรงงานในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ศรีราชา โดยพบว่ามีแรงงาต่างด้าวชาวลาว กัมูชา พม่า ชายหญิงกว่า 600 คนกำลังจะเดินทางออกจากหอพักไปทำงานตามโรงงานจึงได้ควบคุมตัวทั้งหมด ว่าทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรมการจัดหางานศูนย์ปราบปรามจับกุมแรงงานต่างด้าวและดีเอสไอ ได้ร่วมกันดำเนินการสืบหาข่าวแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มีการผ่อนผันในเรื่องการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว และขณะนี้เป็นการสิ้นสุดการผ่อนผันแล้ว ทางกรมการจัดหางานจึงได้ทำการตรวจสอบว่าหลังจากสิ้นสุดการผ่อนผันยังมีการจ้างแรงงานต่างด้าวโดยผิดกฏหมายอยู่ที่ใดบ้าง
           "สถานที่เราเข้าตรวจสอบ ถือเป็นที่พักอาศัยของแรงงานต่างด้าว ซึ่งพบว่ามีพักอาศัยอยู่ค่อนข้างมาก และนำแรงงานต่างด้าวส่วนหนึ่งที่ไม่มีหลักฐานมาแสดงได้ว่าเข้าเมืองมาทำงานอย่างถูกต้องตามกฏหมาย นำตัวมาทำการคัดแยกว่ามีกลุ่มไหนบ้างที่ลักลอบเข้าเมืองและทำงานโดยผิดกฏหมาย  ส่วนไหนบ้างที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และส่วนไหนที่ผิดกฏหมายทั้งหมด ก็ได้แยกส่งพนักงานสอบสวนสภ.หนองขามดำเนินคดี"นายเชิดศักดิ์ กล่าว
           ด้านนายประวิทย์ ชัยบัวแดง ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการพิเศษภาคตะวันออก (ดีเอสไอ) กล่าวว่า จากการตรวจสอบร่วมกันของดีเอสไอภาคตะวันออก กองตรวจและคุ้มครองคนหางาน และสภ.หนองขาม พบว่ามีแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว กัมพูชา พม่า หลบหนีเข้าเมืองมาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาติ 398 คน แรงงานต่างด้าวมีพาสปอร์ตมีใบอนุญาติทำงานถูกต้องและมีนายจ้าง 176 คน โดยแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองทั้งหมดที่มีสัญชาติ ลาว กัมพูชา พม่า รวม 398 คน นั้นได้นำตัวส่งตัวให้พนักงานสอบสวนสภ.หนองขามดำเนินคดีในข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย และให้ผลักดันกลับประเทศต่อไป ส่วนแรงงานต่างด้าวมีพาสปอร์ตมีใบอนุญาติทำงานและมีนายจ้างก็ให้กลับไปทำงานตามปกติ
 ************************************

ตะลึง ! เกาะภูเก็ตเมืองขึ้นมาเฟียต่างชาติ ยึดธุรกิจท่องเที่ยว-ขู่เชือดจนท.รัฐสุมหัว

          เมื่อวันที่ 28 เม.ย.56 พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีอสไอ) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบกลุ่มทุนชาวรัสเซียและเกาหลีใต้ ที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวครบวงจรประเภท นำเที่ยว เช่าที่พัก  เช่ารถ ร้านอาหาร ซักรีด นวดแผนไทย และธุรกิจสปา โดยมีการว่าจ้างให้ชาวไทยเป็นนอมินี  ในพื้นที่ต.กะรน อ.เมืองภูเก็ต และต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ตว่าการเดินทางลงพื้นที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ สืบเนื่องจากมีผู้ประกอบการในท้องถิ่นออกมาเรียกร้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ และหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการกับบริษัทต่างชาติชาวรัสเซีย ซึ่งแย่งอาชีพคนในพื้นที่หาดกะรน อ.เมืองภูเก็ต และพื้นที่หาดบางเทา อ.ถลาง โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบกรณีดังกล่าว เมื่อวันที่ 7 ก.พ.56  ณ อบต.เชิงทะเล และได้ลงตรวจสอบข้อเท็จจริงจากผู้ประกอบการ บริเวณหาดบางเทา
           รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวอีกว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ประสานขอข้อมูลบริษัทท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องไปยังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เนื่องจากกรณีดังกล่าวบุคคลต่างด้าว และบุคคลที่เป็นนอมินีอาจเข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ม. 8 (3) ซึ่งมีบทลงโทษตาม ม.36 และ ม.37 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท เนื่องจาก พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เป็นความผิดตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งประกาศกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรื่องกำหนดรายชื่อกฎหมายในความรับผิดชอบของสำนักคดีอาญาพิเศษ 3
           พ.ต.อ.ญาณพล กล่าวต่อว่า ตนและคณะกรมสอบสวนคดีพิเศษ ประกอบด้วย พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 3 นายอุดม เพชรครุฑ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิเศษภาคใต้ พ.ต.ท.นิมิตร พรหมมา พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้พบปะประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบดังกล่าว และสืบสวนสอบสวนหาข้อมูล และความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคลในพื้นที่ รวมทั้งสอบสวนปากคำบุคคลซึ่งได้สอบปากคำไปหลายปากแล้ว พร้อมได้ประสานงานกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูล และเอกสารประกอบการสืบสวน ทั้งนี้ ยังร่วมประชุมกับ นายมาแอน สำราญ นายกอบต.เชิงทะเล ผู้แทนจากสำนักงานจัดหางาน สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพจ.ภูเก็ต กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว ต.เชิงทะเล เพื่อรับทราบปัญหา และแนวทางแก้ไข ปัญหาดังกล่าว
             พ.ต.อ.ญาณพล กล่าวด้วยว่า อยากขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ หากพบเห็นเหตุการณ์ หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของกลุ่มชาวต่างชาติ ขอให้บันทึกภาพนิ่ง หรือภาพวิดีโอไว้ แล้วรวบรวมส่งให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งจะเป็นข้อมูลอย่างดีในการใช้เป็นหลักฐานในการเอาผิดกับกลุ่มชาวต่างชาติดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้ได้รับเป็นคดีพิเศษแล้ว และหากพบว่ามีเจ้าหน้ารัฐเข้ามาเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ก็จะดำเนินการทันที
 **********************************

"ผดุง"ลงพื้นที่สมุทรสงคราม-สาคร ตามงานยาเสพติด-ยกระดับโอทอป

         อตไลน์นิวส์-การติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานสำคัญตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย "นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์" เลขานุการรมว.มหาดไทย พร้อมคณะที่จังหวัดสมุทรสงครามและสมุทรสาคร โดยเฉพาะการดำเนินงานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดและสรุปภาพรวมโครงการยกระดับสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เมื่อเร็วๆนี้ ถือเป็นภารกิจหนึ่งของกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับนโยบายดังกล่าว
           "เลขานุการรมว.มหาดไทย" พร้อมคณะได้ฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และภาพรวมโครงการยกระดับสินค้าโอทอปของจ.สมุทรสงคราม จากนั้นลงพื้นที่เยี่ยมชมการผลิตเครื่องเบญจรงค์ที่บ้านปิ่นสุวรรณเบญจรงค์ หมู่ 7 ต.บางช้าง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ซึ่งเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมีชื่อเสียงของจังหวัด สร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้เป็นอย่างดีและเยี่ยมชมการดำเนินโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบการตามนโยบายของรัฐบาลในโครงการ "โรงงานสีขาวปลอดยาเสพติด" ที่บริษัท พรีแพค (ประเทศไทย) จำกัด เลขที่ 1/1 หมู่ 4 ต.บางช้าง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม และเยี่ยมผู้ประกอบการ OTOP กลุ่มสตรีและเยาวชนสหกรณ์ประมงบางจะเกร็ง-บางแก้ว "การแปรรูปอาหารทะเล" ที่หมู่ 8 ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของสตรีและเยาวชนในชุมชน เพื่อดำเนินกิจกรรมการแปรรูปอาหารทะเลเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน 
           จากนั้น "นายผดุง" พร้อมคณะเดินทางต่อไปที่จ.สมุทรสาคร เพื่อเยี่ยมกลุ่มผลิตภัณฑ์ OTOP หมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นเครื่องเบญจรงค์ที่มีความโดดเด่นที่การเขียนลวดลายทั้งลายเก่าและลายใหม่ได้อย่างปราณีต ถือเป็นแหล่งสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการเรียนรู้กรรมวิธีการผลิตเบญจรงค์ให้แก่ผู้ที่สนใจให้เข้ามาเรียนรู้ โดย"นายผดุง"  กล่าวว่า สำหรับพื้นที่จ.สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร ถือเป็นจังหวัดที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง มีโรงงานและผู้ใช้แรงงานจำนวนมาก ทำให้มีความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ตนจึงเน้นย้ำให้จังหวัดบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในพื้นที่อย่างครบวงจร โดยใช้กลไกทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ และประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และเฝ้าระวังมิให้มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่
          "เลขานุการรมว.มหาดไทย" กล่าวถึงการยกระดับสินค้าโอทอป ว่ายังพบการขาดบูรณาการในรูปของบรรจุภัณฑ์หรือแพ็คเก็ตติ้งของผลิตภัณฑ์โอทอป รวมถึงการขาดความรู้ต่างๆ ที่พัฒนาในด้านอาหาร ซึ่งต้องยอมรับว่าประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม อายุของพืชไร่และอาหารต่างๆ จะมีอายุสั้น สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือ บรรจุภัณฑ์ ที่จะทำให้พืชไร่และอาหารต่างๆ มีอายุยืนยาว การส่งออกมีคุณภาพที่ดี ถ้าหากบรรจุภัณฑ์ไม่ดี สินค้าก็มีปัญหา จะทำให้ชื่อเสียงของประเทศเสียหาย ซึ่งขณะนี้มีสินค้าบางชนิด เช่น ขนมเปี๊ยะของจังหวัดสมุทรสาคร ก็เริ่มใส่ตัวดูดความชื้นใช้พลาสติกสุญญากาศ จะทำให้อาหารมีอายุนานขึ้น ซึ่งทางกระทรวงฯ พยายามจะเน้นเรื่องคุณภาพ ความรู้เกี่ยวกับการถนอมอาหาร และบรรจุภัณฑ์ที่น่าซื้อ น่ารับประทาน โดยได้มอบนโยบายให้จังหวัดเข้าไปส่งเสริมให้ผู้ประกอบการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ ทั้งการออกแบบสร้างสรรค์ การบรรจุหีบห่อ โดยเน้นคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และความปลอดภัยของอาหารตามหลักสากล
           ด้านนายจุลภัทร แสงจันทร์ ผู้ว่าฯสมุทรสาคร กล่าวด้วยว่า ทางจังหวัดฯ ได้ดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอทอปอย่างต่อเนื่องร่วมกับชุมชนและผู้ประกอบการ ยกตัวอย่างเช่น เบญจรงค์ดอนไก่ดี ก็สามารถเข้าสู่อาเซียนได้แล้ว ตลอดจนสามารถเข้าสู่ตลาดโลกได้ด้วย รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เราจะดำเนินการเข้าไปสู่ตลาดอาเซี่ยน ส่วนผลิตภัณฑ์โอทอประดับ 1-3 เราจะมีการดำเนินการเป็นขั้นตอนตามนโบายของรัฐบาล เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์โอทอปที่อยู่ในระดับล่างๆ ขึ้นมาสู่ระดับสูงได้  ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มพัฒนาดีขึ้นอย่างเป็นขั้นตอนและเห็นชัดเจน ซึ่งคาดว่าอีกไม่เกิน 2-3 ปี คงจะเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นและสามารถทำให้ผลิตภัณฑ์ระดับล่างขึ้นไปสู่ระดับ 5 ดาวต่อไปได้ 
           อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทางจังหวัดได้ยกระดับผลิตภัณฑ์โอทอประดับ 5 ดาวขึ้นห้างสรรพสินค้าตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล อาทิ เบญจรงค์ ฯลฯ ซึ่งขณะนี้วางจำหน่ายที่ห้างบิ๊กซี ห้างโลตัส และตามสถานที่ต่างๆ อีกด้วย...!!!
***********************************

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

ถังดับเพลิงกทม.ส่อล็อกสเปก คาดหน่วยงานรัฐ-เอกชนมีเอี่ยว

       รัฐสภา-เมื่อวันที่ 25 เม.ย.56 พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ปปช.) เป็นประธานการประชุมพิจารณาเรื่องร้องเรียนขอให้ตรวจสอบการจัดซื้อถังดับเพลิง จำนวน 95,797 เครื่อง วงเงินงบประมาณ 124 ล้านบาท ของกรุงเทพมหานครที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยมีตัวแทนจากกรมวิทยาศาสตร์บริการ และตัวแทนจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเข้าร่วมประชุมชี้แจง ที่อาคารรัฐสภา 3
           นายวิลาศ  จันทร์พิทักษ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาตนได้ติดตามข้อมูลเรื่องนี้มาโดยตลอด ซึ่งทำให้ตนเกิดข้อสงสัยในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ตลอดจนขั้นตอนกระบวนการจัดซื้อ โดยตัวแทนจากกรมวิทยาศาสตร์บริการชี้แจงว่า กทม.ได้ดำเนินการจัดซื้อถังดับเพลิงทั้งหมด 95,797 เครื่อง จากบริษัท บีแอนด์บี เมดิค เทรดดิ้ง จำกัด ในวงเงินงบประมาณ 124 ล้านบาท โดยมีสัญญาการรับประกัน 1 ปี เงินค้ำประกันกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งจะหมดเขตในเดือน พ.ค.56 ทั้งนี้ บริษัทบีแอนด์บี เมดิค เทรดดิ้ง จำกัด ได้นำตัวอย่างถังดับเพลิง 1 เครื่องไปให้กรมวิทยาศาสตร์บริการทำการตรวจสอบสารเคมีภายในถัง ก่อนส่งมอบให้ กทม. ซึ่งผลสรุปออกมาว่าสารที่อยู่ภายในถังถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทุกอย่าง จากนั้นกรมวิทยาศาสตร์บริการได้ดำเนินการส่งถังดับเพลิงล็อตนั้นไปให้ กทม.ทันที โดยที่บริษัทฯ ไม่ได้ตรวจสอบถังดับเพลิงอีกทีหนึ่ง เพราะเห็นว่ามีตัวเลข มอก.ระบุไว้ชัดเจนข้างถังดับเพลิงแล้ว ซึ่งความจริงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องตรวจสอบ เพราะถังดับเพลิงมีจำนวนมาก และในช่วงที่มีการผลิตถังดับเพลิงเป็นช่วงน้ำท่วมเมื่อปลายปี 54
          นายวิลาศ กล่าวว่า หลังจากรับฟังคำชี้แจงจากทั้ง 2 หน่วยงาน ก็ยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้ และเมื่อคณะกมธ.ป.ป.ช.มีข้อซักถามไปยังผู้ชี้แจง ก็ไม่สามารถตอบคำถามได้ ซึ่งคณะกมธ.ป.ป.ช.ได้มีการตั้งประเด็นข้อสงสัย คือ 1.ภายหลังที่ กทม.ได้ทำการจัดซื้อถังดับเพลิงแล้ว ทำไมถึงได้อิงแค่มาตรฐาน มอก. ซึ่งต้องให้หน่วยงานมาตรฐานเป็นผู้ตรวจสอบฯ ไม่ใช่รับข้อมูลจากบริษัทฯ ที่ติดตั้งเท่านั้น 2.ทำไมบริษัทฯ จะต้องเป็นผู้นำถังดับเพลิงไปให้กรมวิทยาศาสตร์บริการตรวจสอบ ทั้งที่เป็นหน้าที่ของ กทม.ที่จะต้องดำเนินการเอง อีกทั้งยังได้ล็อคสเปกการตรวจสอบอีกด้วย 3.ทำไมภายหลังการตรวจสอบ บริษัทฯ ต้องให้กรมวิทยาศาสตร์บริการทำเรื่องส่งต่อถังดับเพลิงไปให้ กทม. นอกจากนี้ยังตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะมีการเอื้อผลประโยชน์ระหว่างกัน และหลังจากนี้ ทาง กมธ.ป.ป.ช.จะมีการวิเคราะห์รายละเอียดการชี้แจงอีกครั้ง ก่อนที่จะเชิญตัวแทนจาก กทม.และบริษัท บีแอนด์บี เมดิค เทรดดิ้ง จำกัด มาชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม
           ด้านนางนินนาท ชลิตานนท์ ปลัดกรุงเทพมหานคร ชี้แจงยืนยันว่า ขณะนี้กรุงเทพมหานครเตรียมตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีถังดับเพลิงที่แจกให้ประชาชนจำนวน 10 ถัง ในเขตกรุงเทพมหานคร เกิดระเบิดขึ้นเองโดยไม่ทราบสาเหตุ และภายหลังผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีคำสั่งด่วนให้สำนักงานเขตเรียกคืนตั้งแต่เดือนมีนาคม แต่จนถึงปัจจุบันทราบว่า แต่ละเขตยังเก็บมาไม่หมด ซึ่งจะออกคำสั่งแจ้งให้ทุกสำนักงานเขต เก็บรุ่นที่เกิดปัญหากลับคืนทั้งหมด
           อย่างไรก็ตาม การสุ่มตรวจถังดับเพลิงในรุ่นที่มีปัญหา ขณะนี้สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม ได้นำไปสุ่มตรวจแล้วกว่า 100 ถัง แต่ยังไม่ได้สรุปผลการตรวจสอบ ขณะที่โรงงานซึ่งเป็นผู้ผลิตได้สุ่มทดสอบแล้วเช่นกัน แต่ผลออกมาไม่พบความผิดปกติ
************************************

"ธาริต" สะเทือนใจ "ผู้ใหญ่จบตาย" เน้นคุ้มครองพยาน-ดีเดย์ลุยกากขยะ

          ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)-นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธบดีดีเอสไอ เปิดเผยถึงกรณีนายประจบ เนาวโอภาส หรือผู้ใหญ่จบ อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 14 ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทราแกนนำชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิชุมชนของชาวต.หนองแหน จากการที่กลุ่มนายทุนลักลอบทิ้งกากพิษอุตสาหกรรมในพื้นที่จนกระทั่งถูกกลุ่มมือปืนยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 ก.พ.56 ว่าก่อนหน้าที่ทางเจ้าหน้าตำรวจจะมีการจับกุมผู้กระทำผิดได้ ทางดีเอสไอได้มอบโล่ห์เชิดชูเกียรติ กับทางผู้ใหญ่จบ โดยมีนางอรุณรัตน์ เนาวโอภาส  ภรรยาผู้ตาย เป็นผู้รับมอบแทน ทั้งนี้ การเสียชีวิตของผู้ใหญ่จบ ตนเองก็รู้สึกสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
          อธิบดีดีเอสไอ  กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ทางดีเอสไอ จะมุ่งเน้นเรื่องการคุ้มครองพยานเกี่ยวกับการปกป้องสิทธิชุมชนของชาวบ้านมากขึ้นด้วย ที่ผ่านมาคิดว่าเรามีตัวอย่างที่เกิดความสูญเสียมาแล้ว และทางดีเอสไอจะมุ่งเน้นเรื่องการคุ้มครองพยานให้มากยิ่งขึ้น เพราะขณะนี้ นอกจากจากดีเอสไอจะมีงานด้านคุ้มครองพยานในคดีของดีเอสไอเองแล้ว ล่าสุดกระทรวงยุติธรรม ยังได้มอบหมายงานคุ้มครองพยาน ทุกประภท ทั่วราชอาณาจักร ของกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ มาอยู่ภายใต้การดูแลของดีเอสไอทั้งหมดอีกด้วย
          นายธาริต กล่าวด้วยว่า ภายหลังจากอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม นำผลการตรวจสอบกากขยะจากโรงงานอุตสาหกรรม 4,736 แห่งทั่วประเทศ เข้าหารือกับดีเอสไอ กรณีมีกากขยะอุตสาหกรรมสูญหายจากระบบการบำบัด กว่า 31 ล้านตันจากสารบบนั้น ดีเอสไอ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม จะร่วมกันตรวจสอบเส้นทางการขนขยะ จากโรงงานไปยังโรงบำบัดของเสียว่ามีช่องโหว่ในจุดใดบ้าง รวมถึงให้เจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของการบำบัดกากขยะ ในโรงบำบัดของเสียที่มีอยู่ 658 โรงทั่วประเทศด้วย ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะเริ่มลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกัน
***********************************

ดีเอสไอดันรุกป่าสองแควคดีพิเศษ สาวเชิงลึกลากคอ"นายทุนภาคใต้"

           เมื่อวันที่ 25 เม.ย.56 พ.ต.ท.สถาพร สันติสิทธานนท์ รองผบ.สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงความคืบหน้า การตรวจสอบกรณีนายทุนบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เขต อ.วังทอง อ.เนินมะปราง อ.นครไทย อ.ชาติตระการ และอ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ว่าจากการประชุมร่วมกับ พ.อ.พงษ์เพชร เกษสุภะ ศปป.4 กอ.รมน. (สวนรื่นฤดี) พ.ต.ท.ไตรรงค์ ชัยชนะ รอง ผกก.กก.4บก.ปทส. ตำรวจสันติบาล เจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัดพิษณุโลก และเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภาย (กอ.รมน.)ภาค 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวร กองทัพภาคที่ 3 ว่า ที่ประชุมได้สรุปพิกัดพื้นที่และจำนวนพื้นที่ที่ถูกบุกรุก โดยได้ระดมระดับผู้อำนวยการส่วน จากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 สาขาพิษณุโลก กรมป่าไม้ และสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11 กรมอุทยานแห่งชาติฯ เข้าร่วมชี้แจงถึงปัญหานายทุนบุกรุกผืนป่า ว่าพื้นที่ถูกบุกรุกว่าเป็นของกลุ่มทุนใด และพิกัดพื้นที่ป่าไม้เสียหายจำนวนเท่าไหร่ พื้นที่ที่ถูกรุกอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือป่าอนุรักษ์ เนื้อที่เท่าไหร่ มีผู้เกี่ยวข้องกันมากน้อยแค่ไหน
           พ.ต.ท.สถาพร กล่าวอีกว่า หลังจากได้ระดมกำลังหลายหน่วยงานตรวจสอบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติฯ ดังกล่าว คาดว่าผู้บุกรุกจะเป็นกลุ่มทุนจากภาคใต้เข้ามากว้านซื้อที่ดินต่อจากผู้นำท้องถิ่น และขยายเนื้อที่ต่อเนื่องไปยังเขาสูงเตรียมปลูกยางพารามาแล้ว 2 วัน และเตรียมลงพื้นที่ต่อเนื่องอีก 3 วันต่อจากนี้ ทั้งนี้ กรมสอบสวนพิเศษ กำลังรวบรวมพยานหลักฐานการบุกรุกป่า ร่วมกับหัวหน้าป่าไม้หน่วยต่างๆ ก่อนจะนำเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาคดีพิเศษว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ หากรับเป็นคดีพิเศษจะมีการสอบสวนเชิงลึกและติดตามผู้กระผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุดต่อไป
 *******************************

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

รวบแก๊งลูกหนู ขบวนการค้ายาเสพติดตัวจี๊ด

          เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 24 เม.ย.56 นายภวัต เลิศมุกดา นายอำเภอสัตหีบ พร้อมด้วย น.อ คมพันธ์ อุปปาลานนท์ ผอ.กองยุทธการและข่าว นายกฤษณะ อยู่สุข ปลัดอาวุโส อำเภอสัตหีบ นายวันชาติ วรรณพราหม ปลัดชำนาญการอำเภอสัตหีบ นายชวัฒน์ เทพทัพ ปลัดฝ่ายความมั่นคง นางสาวรัดใจ บัณฑิตศิลป์  กำนันตำบลสัตหีบ และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดอำเภอสัตหีบ (ศพส.อ.สัตหีบ) ได้ร่วมกันจับกุมขบวนการค้ายาเสพติด 6 ราย คือ น.ส.วิภาพร หรือหนึ่ง เรืองนุช อายุ 33 ปี หัวหน้าแก๊ง  ข้อหา มียาบ้าไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ของกลางยาบ้า 22 เม็ด ธนบัตรล่อซื้อ 2,000 บาท นายสุขวัติ หรือต้าร์ เนรมัติ อายุ 28 ปี นายชนะชัย หรือเอก จันทะปัญญา อายุ 29 ปี ข้อหา ร่วมกันมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำน่าย ของกลางยาบ้า 50 เม็ด นายมนัสชัย หรือโก้ ฉายารัตน์ อายุ 21 ปี ข้อหา มียาเสพติดไว้ในครอบครอง ของกลางยาบ้า 4 เม็ด น.ส.ณภัทรชนก หรือหญิง โกวิทยา อายุ 28 ปี นายธนพนธ์ พึ่งสุยะ หรือปาล์ม อายุ 19 ปี ข้อหา ร่วมกันมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำน่าย ของกลางยาบ้า 19 เม็ด
           นายภวัต เลิศมุกดา นายอำเภอสัตหีบ เปิดเผยว่า การจับกุมขบวนค้ายาเสพติดแก๊งนี้ มีฉายาว่าแก๊งตัวจี๊ด หรือแก๊งลูกหนู มีการปฏิบัติการค้ายาเสพติดโดยมีการสั่งการจากเอเย่นต์ใหญ่ เมื่อถึงเวลาส่งมอบยา จะมีการกระจายยาเสพติดไปสู่เอเย่นต์ตัวลูกในเครือข่ายเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้า โดยใช้รถจักรยานยนต์ที่แต่งด้วยความเร็วสูงเป็นพาหนะในการวิ่งส่งยา มาเร็วไปเร็วชนิดยากต่อการจับกุม ซึ่งมีลักษณะการทำงานคล้ายกับลูกหนูที่จะกระจายกันออกหากินก่อนกลับเข้ารัง จึงทำการวางแผนจับกุม โดยให้สายลับทำการล่อซื้อยาบ้าจากน.ส.วิภาพร หรือหนึ่ง หัวหน้าแก๊ง จำนวน 10 เม็ด หลังจับกุมค้นในตัวพบอีก 12 เม็ด จากนั้นจึงได้ใช้ยุทธวิธีเรียกหนูกลับรัง โดยการให้นายรอดโทรเรียกเครือข่ายทั้งหมด กลับมาเพื่อนำยาเสพติดที่เตรียมส่งมอบให้ลูกค้ากลับคืน จึงนำไปสู่การจับกุมเครือข่ายทั้งหมด
*****************************

ทหารพรานปะทะเดือดขบวนการยาเสพติดยึดยาบ้า 9.6 แสนเม็ด

         เมื่อวันที่ 23 เม.ย.56 ที่ผ่านมา มีรายงานว่าหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 31 จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ ทำการจัดตั้งจุดตรวจ/จุดสกัดกั้น บริเวณ บ้านกิ่วสะไต ตำบลแม่ป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ และเฝ้าตรวจบริเวณจุดอ้อมผ่านด่าน บริเวณใกล้เคียงซึ่งห่างจากจุดตรวจประมาณ 800 เมตร อีก 1 ชุดปฏิบัติการ ต่อมา เมื่อเวลา 20.50 นาฬิกา ได้ตรวจรถยนต์กระบะ ไม่ทราบยี่ห้อ และหมายเลขทะเบียน วิ่งมา   ตามเส้นทางจาก อ.แม่จัน ฯ มาหยุดอยู่ห่างกับจุดที่ชุดที่ปฏิบัติการดังกล่าววางกำลังอยู่ ประมาณ 100 เมตร
          โดยมีกลุ่มบุคคลต้องสงสัย ประมาณ 12 คน ลงจากรถและเดินมา ทางที่ชุดปฏิบัติการวางกำลังอยู่ จึงได้แสดงตัวเพื่อทำการตรวจค้น แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าว  ได้ขัดขืนและมีสิ่งที่มีลักษณะคล้ายอาวุธเตรียมตอบโต้ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ฯ จึงทำการยิงเพื่อป้องกันตัว กลุ่มบุคคลดังกล่าวจึงได้วิ่งหลบหนีไปตามภูมิประเทศ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน1 คน ผลการตรวจค้น เมื่อ 24  เม.ย.56 พบ ยาบ้า จำนวน 960,000 เม็ด ชุกช่อนในป่าห่างจากจุดปะทะประมาณ 2 กิโลเมตร ขณะนี้ กองกำลังผาเมือง ได้วางกำลัง และจัดชุดตรวจค้น ยาเสพติดส่วนที่เหลือต่อไป
*****************************

บิ๊กยธ.ลงนาม 291 รายชื่อก่อการร้ายตามพรบ.ฟอกเงิน

            พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (รมว.ยธ.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (Financial Action Task Force :FATF) มีมติให้ถอนชื่อประเทศไทยออกจากแบล็คลิสต์ ของ FATF ว่าเป็นประเทศที่เสี่ยงอย่างร้ายแรงด้านการฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ว่า ทางองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ได้ส่งรายชื่อ 291 ราย ที่มีการกระทำอันเป็นการก่อการร้ายตามมติหรือประกาศภายใต้คณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มาให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อให้ รมว.ยธ. ลงนามตามมาตร 4 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2553 โดย ประกอบด้วย บุคคลธรรมดา 227 ราย และคณะบุคคลหรือนิติบุคคล 64 ราย ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบรายชื่อทั้งหมดได้ในเว็บไซท์ ปปง.  www.amlo.go.th
*************************************

ดีเอสไอลุยเช็คบิลนายทุนต่างชาติภูเก็ต ใช้ไทยเป็นฐานโกยเงินธุรกิจท่องเที่ยว


            กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)-เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 25 เม.ย.56 นายธาริต  เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ญาณพล  ยั่งยืน รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ท.สมบูรณ์  สาระสิทธิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 3 นายอุดม  เพชรครุฑ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิเศษภาคใต้ พ.ต.ท.นิมิตร  พรหมมา พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการ พร้อมเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ  ลงพื้นที่ต.กะรน อ.เมืองภูเก็ต และต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เพื่อพบปะประชาชนผู้ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อน และสืบสวนสอบสวนหาข้อมูลและความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคลในพื้นที่ รวมทั้งสอบสวนปากคำบุคคลและได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลและเอกสารประกอบการสืบสวนกรณีกลุ่มทุนชาวต่างชาติซึ่งมีนักลงทุนชาวรัสเซียและเกาหลีใต้ เข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวครบวงจรประเภท นำเที่ยว เช่าที่พัก  เช่ารถ ร้านอาหาร ซักรีด นวดแผนไทย และธุรกิจสปา โดยมีการว่าจ้างให้ชาวไทยเป็นนอมินี นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า มีผู้ประกอบธุรกิจในจ.ภูเก็ตกว่า 3,000 ราย ซึ่งมีชาวต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้น
             นายธาริต กล่าวด้วยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษได้เชิญนายกสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต นายกเทศมนตรีตำบลกะรน นายกเทศมนตรีตำบลเชิงทะเล ผู้แทนจากสำนักงานจัดหางานจังหวัดภูเก็ต ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกิจจังหวัดภูเก็ต และกลุ่มแท็กซี่ต.กะรน และเชิงทะเล เข้าร่วมหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูล ที่อบต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เพื่อดำเนินการป้องกันและปราบปรามกรณีดังกล่าวในวันที่ 24 เม.ย.56 อีกด้วย
 ******************************************

ดีเอสไอแฉขยะอุตฯอื้อทำชุมชนแย่ นักวิชาการจี้เร่งบังคับใช้กม.จริงจัง

            ผศ. พนอ  อัศวรุจานนท์ นักวิชาการจากภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เปิดเผยระหว่างสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง "แนวทางการป้องกันและปราบปรามการลักลอบทิ้งขยะสารพิษและวัตถุอันตราย" ที่จัดโดยสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมควบคุมมลพิษ ร่วมหารือกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาบ่อฝังกลบขยะอุตสาหกรรมเมื่อเร็วๆนี้ว่า การตรวจพบสารพิษในชุมชนต.หนองแหน อ.พนมสารคราม จ.ฉะเชิงเทรา จากการที่กรมควบคุมมลพิษตรวจพบสารฟีนอลมีค่าสูงเกินกว่าค่ามาตรฐานถึงกว่า 30 เท่า จนส่งผลให้มีชาวบ้านเกิดอาการเจ็บป่วยกว่า 800 รายนั้น สารดังกล่าวมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจนว่า เป็นสารก่อมะเร็งที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์อย่างรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ และยังส่งผลให้เกิดการแท้งของสุกรจนชาวบ้านไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงหมูได้อีกต่อไป
           ผศ. พนอ  กล่าวอีกว่า จึงอยากวิงวอนให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ และดีเอสไอ เร่งบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อมิให้มีการลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรมในพื้นที่ชุมชนโดยไม่มีการจัดการอย่างถูกต้อง จนเป็นเหตุให้สารพิษรั่วไหลไปกระทบกับสุขภาวะของประชาชนในวงกว้าง
          อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าในระหว่างการสัมมนา ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เปิดเผยตัวเลขของกรมควบคุมมลพิษ ที่พบว่าประเทศไทยมีการจัดการขยะอุตสาหกรรมอย่างถูกต้องเพียงร้อยละ 36 ขณะที่ขยะอุตสาหกรรมร้อยละ 64 หรือกว่า 2 ใน 3 ยังไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง จนเป็นเหตุให้หลายชุมชนได้รับความเดือดร้อนจากมลภาวะทั้งทางดิน ทางน้ำ และทางอากาศ และก่อให้เกิดความขัดแย้งที่ลุกลามจนกลายเป็นความสูญเสียในท้ายที่สุด
***********************************

อิหร่านจับมือไทยป้องยาเสพติด

         ที่กระทรวงยุติธรรม-พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เปิดเผยว่า ช่วงปี 2550 มีชาวอิหร่าน ถูกจับกุมในข้อหานำเข้ายาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน (ไอซ์) ทางสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ เป็นจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานที่มีหน้าที่สกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดผ่านท่าอากาศยาน ก็มีความเข้มงวดตรวจสอบการลักลอบนำเข้ายาเสพติดมากยิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมาสำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงยุติธรรม ได้ร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และประสานการสืบสวนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดอิหร่าน จึงส่งผลให้สามารถจับกุมนักค้ายาเสพติดสำคัญของอิหร่านได้หลายราย ทั้งนี้ การลงนามในบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือด้านยาเสพติด ระหว่างกระทรวงยุติธรรมของไทย ซึ่งตนในฐานะรมว.ยุติธรรมเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย และมี H.E. Mr. Mostafa Mohammad Najjar รมว.มหาดไทยอิหร่าน และผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมยาเสพติดอิหร่าน เป็นผู้ลงนามฝ่ายสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน เมื่อวันที่ 23 เม.ย.56 ที่กระทรวงยุติธรรม ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะนอกจากจะเป็นกลไกที่สำคัญในการดำเนินความร่วมมือที่ดีระหว่างกันในด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแล้ว ยังเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ของทั้งสองประเทศในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาการลักลอบค้ายาเสพติดในภูมิภาค รวมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอีกด้วย
           รมว.ยุติธรรม กล่าวด้วยว่า สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ถือเป็นประเทศที่11 ที่ประเทศไทยมีความตกลงในด้านความร่วมมือด้านยาเสพติด ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนต.ค.2553 ประเทศไทยก็ได้ลงนามกับอุซเบกิสถาน ในบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือด้านยาเสพติดร่วมกัน นอกจากนี้ ยังได้ลงนาม มาแล้ว 10 ประเทศ ได้แก่ โปแลนด์ อาร์เจนตินา กัมพูชา เวียดนาม จีน พม่า ลาว ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน
******************************

แฉนายทุนต่างชาติรุกป่าไผ่กาญจน์ ชาวบ้านร้องกมธ.ที่ดินฯสางปัญหา

         ที่รัฐสภา-เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 เม.ย. 56 นายนริศ ขำนุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎรประชุมพิจารณารับทราบกรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าไผ่ในต.บ้านเก่า อ.เมืองกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี โดยมีหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมชี้แจง โดยนายนริศ เปิดเผยว่า ประชาชนในพื้นที่ต.บ้านเก่า อ.เมืองกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี ส่วนหนึ่งมีการประกอบอาชีพงานหัตถกรรม งานสาน โดยใช้วัสดุจากธรรมชาติคือ ไม้ไผ่  และในพื้นที่ก็มีการปลูกไผ่เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันชาวบ้านต้องประสบกับปัญหานายทุนบุกรุกพื้นที่ และทำการตัดไม้ไผ่ นำส่งออกนอกประเทศ โดยนายทุนที่เข้ามาส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ทั้งยังมีนายทุนชาวไทยเป็นผู้รู้เห็นร่วมอีกด้วย โดยชาวบ้านในพื้นที่รู้เห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ และเกรงกลัวต่อภัยอันตรายที่จะส่งผลกลับมายังตนเองและครอบครัว การไปร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ก็ไม่กล้า เพราะมีการข่มขู่จากนายทุน ซึ่งชาวบ้านอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบถึงปัญหาดังกล่าว พร้อมทั้งให้ช่วยดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
              ด้านนายสุริยันต์ กาญจนศิลป์ รองผู้ว่าฯกาญจนบุรี กล่าวว่า ทางจังหวัดได้มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการจังหวัดบ้างแล้ว แต่ยังไม่ทราบข้อมูลที่แน่ชัด เพราะยังไม่ได้รับการร้องเรียนแต่อย่างใดจากผู้ที่ได้ผลกระทบ ซึ่งหลังจากที่ได้รับทราบข้อชี้แจงจากตัวแทนชาวบ้าน จะนำข้อมูลต่างๆ เข้าที่ประชุมคณะกรรมการจังหวัดได้รับทราบ เพื่อจะได้ดำเนินการหาวิธีการจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
           ทางด้านนายนริศ  กล่าวด้วยว่า คณะกมธ.ที่ดินฯจะทำหนังสือถึงกองพลทหารราบที่ 9  ค่ายสุรสีห์ ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ขอให้ป้องกันพื้นที่ที่ขอใช้ประโยชน์อย่างเข้มข้น ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม เพราะพบว่าขณะนี้มีนายทุนเข้าไปบุกรุกพื้นที่และตัดไม้  จะจัดทำหนังสือถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กรณีการบินตรวจป่าในพื้นที่จ.กาญจนบุรีไม่ครอบคุลม โดยคณะกมธ.ที่ดินฯ จะเสนอเรื่องไปยังสำนักกฤษฎีกา ให้ตรวจสอบพื้นที่ราชพัสดุ ตามพระราชกฤษฎีกา ที่กำหนดเขตหวงห้ามที่ดินเอาไว้ถึงความชัดเจน และจัดทำหนังสือถึงกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ ให้เร่งฟื้นฟูสภาพป่า เพื่อพัฒนาไปเป็นป่าไม้เศรษฐกิจในอนาคต  จะจัดทำหนังสือถึงจ.กาญจนบุรีให้มีส่วนฟื้นฟูป่า และให้จัดการเรื่องชาวต่างชาติที่เข้าไปบุกรุกพื้นที่  นอกจากนี้ จัดทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย ให้สนับสนุนเรื่องงบประมาณในการช่วยเหลือฟื้นฟูไปยังจ.กาญจนบุรีด้วย
*****************************

"2020 เยาวชนไทยไร้คอร์รัปชัน" เฝ้าระวังทุจริตภาคราชการ-การเมือง-ธุรกิจ

          "ฮอตไลน์นิวส์"-โครงการส่งเสริมและพัฒนาการสร้างเครือข่ายป้องกันและปราบปรามการทุจริตในด้านคุณธรรม จริยธรรม และการเฝ้าระวังการตรวจสอบการทุจริตในภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)  และเครือข่ายองค์กรคนรุ่นใหม่ "2020 เยาวชนไทยไร้คอร์รัปชัน" ในวันที่ 24 เม.ย. 2556 ณ  หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เพื่อแสดงพลังขับเคลื่อนความคิดคนรุ่นใหม่ต้านทุจริตคอร์รัปชัน
         "นายปานเทพ  กล้าณรงค์ราญ"  ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า กิจกรรมงาน "2020 เยาวชนไร้คอร์รัปชัน" เป็นกิจกรรมที่มีรูปแบบที่ดียิ่ง ซึ่งเป็นงานที่เกิดจากความร่วมมือ ร่วมใจกัน โดยมีองค์กรหลักๆ มาร่วมจัดงาน อาทิ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และกลุ่มเครือข่ายคนรุ่นใหม่ที่มีความสำคัญยิ่ง  โดยสำนักงาน ป.ป.ช.ได้เข้ามีส่วนร่วมให้การสนับสนุน และให้ความสำคัญกับเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีความสำคัญในการที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนช่วยกันต่อต้านการทุจริต โดยมีเยาวชนจำนวนมากที่เป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่คิดว่าพร้อมที่รับความโปร่งใส ความสุจริตต่างๆ  ถ้าเราให้โอกาสกับเยาวชนได้แสดงออกถึงความคิดเห็น หรือมีส่วนร่วมต่อต้านการทุจริต และกิจกรรมในครั้งนี้ คิดว่าเป็นกิจกรรมซึ่งจะสะท้อนและดึงเอาความคิดของเยาวชนขึ้นมาในรูปแบบกิจกรรมต่างๆ 
          "นายปานเทพ" กล่าวอีกว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ดำเนินกิจกรรมในลักษณะการสร้างและพัฒนาครือข่ายด้วยการให้ความรู้ด้านคุณธรรม จริยธรรม รวมถึงการเฝ้าระวังการทุจริตอยู่แล้ว จึงยินดีที่จะสนับสนุนกิจกรรมในลักษณะนี้เป็นอย่างยิ่ง  และขอขอบคุณทุกองค์กรทุกเครือข่ายที่ร่วมกันจัดกิจกรรมนี้ รวมทั้งองค์กรหลักๆ คือองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และที่ขาดไม่ได้ ขอบคุณเยาวชนที่ทำสิ่งที่ดีให้กับประเทศชาติ
          "นายประมนต์ สุธีวงศ์"  ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ได้ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. และ 16 องค์กรร่วม จัดงาน "2020 เยาวชนไทยไร้คอร์รัปชัน"  เพื่อแสดงพลังของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจปัญหาของสังคมในการต่อต้านคอร์รัปชัน ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งงานศิลป์ ประติมากรรม การแสดง และการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกลุ่มเยาวชนในรูปแบบ Open space  ในหัวข้อ "คอร์รัปชันในชีวิตประจำวัน" ,"ความฝันที่อยากให้เป็นในปี 2020  ทำอย่างไรให้ไปถึงความฝันนั้น"  และ"อะไรคือคอร์รัปชันและทางออกในการแก้ปัญหา"  เพื่อเป็นการจุดประกายและปลูกฝังเยาวชนให้ร่วมกันแสดงพลังคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจต่อปัญหาสังคม และทำหน้าที่ต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน  ซึ่งเป็นปัญหาร้ายแรงให้หมดไปจากประเทศไทย เพื่ออนาคตของประเทศไทยจะได้มีการพัฒนาอย่างเติบโตและยั่งยืน
         "นายประมนต์" กล่าวด้วยว่า การจัดงานในครั้งนี้ เพื่อต้องการเป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่จะกระตุ้นเตือนให้สังคมไทยได้รับรู้ถึงปัญหาคอร์รัปชันและการขยายเครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่จะปลุกพลังการต่อต้านคอร์รัปชันให้หมดไปจากประเทศไทย และเกิดการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของการต่อต้านคอร์รัปชันเกิดประสิทธิผลสูงสุด โดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันจะทำหน้าที่ส่งเสริม และสนับสนุนการทำงานของเครือข่ายทุกฝ่ายอย่างเต็มความสามารถ ภายใต้แนวทาง 3 ป. คือปลูกฝัง ป้องกัน และเปิดโปง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นสังคมปลอดคอร์รัปชั่นได้อย่างแท้จริง
         สำหรับกิจกรรมภายในงาน แบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ การเปิดงานในช่วงเช้าโดย "นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ" ประธานคณะกรรมการป.ป.ช. และ "คุณหญิงชฏา วัฒนศิริธรรม" รองประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ พร้อมชมการแสดงจากกลุ่มเยาวชน อาทิ การแสดง "Unlike คอร์รัปชัน"โดยกลุ่ม Am-CiZ และการแสดงของกลุ่มทูตความดี The Ambassador ช่วงบ่ายพบกับกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกลุ่มเยาวชนและภาคเอกชน โดย "ศ.(พิเศษ) วิชา มหาคุณ" กรรมการป.ป.ช "นายประมนต์ สุธีวงศ์ "ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ "นายเฉลิมวงศ์ จันทร์สิงห์" จากสมัชชาสยามอารยะ "นายกษิดิศ ครุฑางคะ" กลุ่มเยาวชนจากป.ป.ช และ"น.ส.จันทรา ภูผิวนาค" กลุ่ม U-Rights พร้อมชมงานประติมากรรม "ประติมาโกง" โดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน และกลุ่มนักศึกษาในใจไทย และภาพวาดคอร์รัปชันของนักการเมือง ซึ่งเป็นผลงานผ่านการคัดเลือกของสำนักงาน ป.ป.ช.  ระหว่างเวทีเสวนาภาคบ่ายจะมีการวาดภาพ โดยศิลปินชื่อดัง "น.ส.ลำพู กันเสนาะ" ศิลปินอิสระ ที่มีผลงานศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์โดนเด่น มาร่วมสร้างสรรค์ภาพวาด เพื่อเป็นอีกหนึ่งสารที่สื่อถึงการทุจริตคอร์รัปชันเพื่อสร้างความตระหนักและกระตุ้นเตือนให้เห็นภัยร้ายของการคอร์รัปชัน
          "ทีมข่าวเฉพาะกิจพิมพ์ไทย" รายงานด้วยว่า กิจกรรมดังกล่าว สำนักงานป.ป.ช. มีเป้าหมายเชิงนโยบายในการสร้างเครือข่ายในการเฝ้าระวังการทุจริตคอร์รัปชัน และพัฒนาศักยภาพอาสาสมัคร รวมทั้งเกิดการมีส่วนร่วมขององค์กรเครือข่ายในการเฝ้าระวังตรวจสอบการทุจริตในภาคส่วนต่างๆ สังเกตการณ์ทุจริตคอร์รัปชันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นที่น่าเชื่อถือ ทำให้เกิดระบบการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในการใช้งบประมาณของโครงการต่างๆ ในส่วนภาคราชการ การเมืองและธุรกิจ โดยผู้เข้าร่วมการอบรมมีความรู้ในการหาข้อมูลการทุจริตคอร์รัปชันและสามารถรายงานหรือแจ้งเบาะแสข้อเท็จจริงได้ถูกต้องและน่าเชื่อถือ...!!!
                        ทีมข่าวเฉพาะกิจ / รายงาน
*************************************


บิ๊กรง.อุตฯไล่ออกซี 7 พันฆ่า"ผู้ใหญ่จบ" ดีเอสไอจ่อลุยกากพิษล่องหน 31.35 ล.ตัน

           กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)-เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 23 เม.ย.56 นายณัฐพล ณัฎฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ได้ร่วมหารือกับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาขยะพิษ และให้ข้อมูลเรื่องขยะอันตรายหายไปจากระบบ ซึ่งจากข้อมูลมีกากของเสียหายไปออกจากระบบไม่น้อยกว่า 31 ล้านตันต่อปี โดยนายธาริต เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมว่า จากข้อมูลของกรมโรงงานฯ พบว่าปัจจุบันมีการทิ้งขยะที่เป็นกากขยะอันตรายและกากของเสียแพร่ระบาดไปทั่ว ก่อให้เกิดบ่อบำบัดขยะมีพิษเถื่อนในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่าตัวเลขการขนย้ายกากขยะออกจากโรงงานไม่ตรงกับข้อมูลที่แจ้ง น่าเชื่อว่าจะมีการกระทำความผิด จึงจำเป็นต้องตรวจสอบหาข้อเท็จจริง เพื่อหาหลักฐานในการกระทำความผิด ทั้งนี้ กรอ.ได้นำข้อมูลที่มีอยู่ในเบื้องต้นและข้อมูลสำคัญที่จะเป็นประโยชน์และใช้เป็นแนวทางในการสืบสวนสอบสวนเพื่อการดำเนินคดีต่อไป
            อธิบดีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีโรงงานทั่วประเทศจำนวน 135,942 แห่ง โดยช่วงเดือน มี.ค.55 -มี.ค.56 พบมีใบแจ้งขนออกกากขยะอันตรายจากโรงงานจำนวน 2.75 ล้านตัน/ปี แต่กลับมีใบขนจริง หรือมีการนำไปบำบัดเพียง 9 แสนตัน เท่ากับมีกากของเสียหายไปจากระบบถึง 1.85 ล้านตัน และยังมีโรงงานที่มีกากของเสียอีก 12,000 โรงงาน มีใบแจ้งขนออกจากโรงงานจำนวน 41.5 ล้านตัน แต่กลับมีใบขนจริงเพียง 12 ล้านตัน หายไปจากระบบถึง 29.5 ล้านตัน รวมของเสียทั้งหมดหายไปจากระบบทั้งสิ้น 31.35 ล้านตัน
          นายธาริต กล่าวว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้ศูนย์ป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพลร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษ ภาค 1 และภาค 2 ตรวจสอบเส้นทางขนขยะออกจากโรงงานไปยังโรงบำบัดของเสียว่ามีช่องโหว่ที่ใด และเพื่อให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ กรอ.จะได้ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษในการหาพยานหลักฐานของการกระทำความผิดเพื่อเป็นการป้องกัน และหาตัวผู้กระทำความผิดต่อไป
          ด้านนายณัฐพล ณัฎฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณี นายภูธร กวีพันธ์ อายุ 42 ปี ข้าราชการระดับ 7 วิศวกรชำนาญการ สำนักจัดการน้ำ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ที่ถูกดำเนินคดี โดยกล่าวหาว่าเป็นผู้จ้างวานฆ่านายประจบ เนาวโอภาส หรือผู้ใหญ่จบ อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 14 ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 ก.พ.56 ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ได้มีคำสั่งให้นายภูธรออกจากราชการไว้ก่อน ส่วนในเรื่องของการดำเนินคดี ขณะนี้เป็นเรื่องของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากนี้ ทางกรมโรงงานฯ ยังตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงกับนายภูธรควบคู่กันไปด้วย
*************************************

นักวิชาการชี้สื่อตรวจสอบได้

          เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ จัดสัมมนา "จรรยาบรรณ" ในมุมมองของสื่อและองค์กรกำกับดูแลในต่างประเทศ โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนา และมีการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "ความท้าทายของภารกิจว่าด้วยการกำกับดูแลกันเองของสื่อ : เปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ" โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรงรอง รามสูต ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ รร.พลูแมน ซอยรางน้ำ กรุงเทพฯ
         ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรงรอง กล่าวว่า การกำกับดูแลตนเอง เป็นส่วนหนึ่งของระบอบการกำกับดูแล ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ของผู้ที่กำกับดูแล และถูกกำกับดูแล คล้ายคลึงกับระบอบประชาธิปไตย ที่ให้ความสำคัญกับผู้ถูกกำกับดูแลมากกว่าผู้เป็นคนกำกับดูแล เป็นเรื่องของกฎระเบียบในเชิงพฤติกรรม และมองว่าอยู่ในอำนาจของภาครัฐ โดยรัฐให้อำนาจเอกชน มีการสร้างและนำไปบังคับใช้ โดยภาครัฐมีส่วนน้อยที่สุด ถ้าหากภาคอุตสาหกรรมสื่อลุกขึ้นมาดูแลตนเอง ภาครัฐก็ไม่ต้องควบคุม ส่วนภาคเอกชนรู้ว่าต้องพัฒนาตนเอง เพื่อภาพลักษณ์ เพื่อการแข่งขัน และหลายๆ เหตุผล กลายเป็นสิทธิโดยสมบูรณ์ของภาคอุตสาหกรรมสื่อที่จะดูแลตนเอง
         "ปี 1990 การกำกับดูแลตนเอง เป็นคำที่ใช้มากขึ้น องค์กรภาครัฐจึงไม่สามารถที่จะทำการควบคุมได้ทั้งหมด จนมีการรณรงค์คำนี้เกิดขึ้น แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่เหมาะสมที่สุดคือ Co คือ การร่วมกัน รัฐร่วมร่างกฎหมาย แต่มีส่วนในการลงโทษสุดท้ายของรัฐ อำนาจสำรอง องค์กรของรัฐ ในรูปแบบไม่ต่อใบอนุญาต ไม่ให้เงินทุน ไม่เกี่ยวว่าประเทศใดประเทศหนึ่งใช้อย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า เอียงไปทางใด ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย ออกแบบให้เสริมกัน เช่น กสทช.ออกกฎระเบียบ ภาคอุตสาหกรรมสื่อออกกฎ ก็ต้องไม่แย้งกัน" ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรงรอง กล่าว
          นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรงรอง ยังได้กล่าวยกตัวอย่างกรณีประเทศเยอรมัน รัฐไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับสื่อเลย ส่วนใหญ่มักอยู่ในวงการโฆษณามากกว่า มีการกำกับตนเองแบบของใครของมัน หรืออาจจะร่วมกันกำกับดูแล เช่น กลุ่มวิทยุชุมชน กลุ่มเคเบิ้ล ฯลฯ อย่างไรก็ตาม องค์กรกำกับดูแลจะต้องตรวจสอบได้ ทั้งในเชิงสาระสำคัญ และกระบวนการ ทั้งกรอบระยะเวลาในการทำงาน ความตระหนักรู้ของสังคมในการกำกับดูแล และสังคมต้องมีความเข้มแข็งพอในการตรวจสอบ 
****************************************

ก.พลังงานร่วมมือกองทัพ สำรองพลังงานในกิจการทหาร

          ทำเนียบรัฐบาล-เมื่อวันที่ 23 เม.ย.56 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงกลาโหม โดยมีนายพงศ์ศักดิ์ รักตพงศ์ศาล รมว.พลังงาน และพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง เพื่อร่วมมือสนับสนุนกิจการด้านพลังงานซึ่งกันและกัน ซึ่งประกอบด้วย ด้านยุทธศาสตร์และการบริหารจัดการพลังงานในกิจการทหาร ด้านการส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ด้านความร่วมมือในงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการสำรวจรวมถึงการผลิตทรัพยากร ด้านการเผยแพร่ข้อมูลพลังงานและการฝึกอบรม
           นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงพลังงานและกระทรวงกลาโหมต่างตระหนักถึงความสำคัญของพลังงาน โดยจะร่วมมือกันส่งเสริม สนับสนุนวิจัยและพัฒนาด้านการพลังงานทุกรูปแบบ ตลอดจนพัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการสนับสนุนให้ความร่วมมือครั้งนี้ได้เน้นย้ำในการจัดทำแผนการสำรอง รวมทั้งแหล่งทุนที่เหมาะสมในการส่งเสริมการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานชีวมวลในพื้นที่ที่พร้อมและมีศักยภาพ รวมทั้งการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
          ด้านพล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ใช้พลังงานในการปฏิบัติภารกิจเป็นมูลค่าสูง และมีหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านพลังงานในสังกัด จึงพร้อมที่จะสนองนโยบายด้านพลังงานของประเทศ เช่น พลังงานทดแทน ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากกระทรวงพลังงานด้วยดีมาตลอด ภายใต้บันทึกความร่วมมือปี 2548 และการจัดทำบันทึกข้อตกลงฯ ในครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดความร่วมมือให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศในปัจจุบัน
**********************************

กรมพินิจฯเพิ่มประสิทธิภาพดูแลเด็กเกี่ยวข้องยาเสพติด

          นายอภิชาต จารุศิริ ผู้อํานวยการสํานักพัฒนาระบบงานยุติธรรมเด็กและเยาวชน กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวระหว่างเป็นประธานเป็ดโครงการพัฒนาประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพเด็กและเยาวชนที่เกี่ยวข้องกับยาและสารเสพติด โดยมีบุคลากรทางการพยาบาลจากสถานพินิจฯและศูนย์ฝึกฯเข้าร่วมประชุม ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ดินแดง กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆนี้ว่า ปัญหาการดูแลสุขภาพของเด็กและเยาวชนในปัจจุบันมีความแตกต่างจากอดีต อาจมีสาเหตุจากสภาพสังคมวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์ เนื่องจากการเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการสื่อสาร ซึ่งเป็นปัจจัยสําคัญส่งผลต่อสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม ทําให้วิถีชีวิตของเด็กเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ก่อให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงทางด้านสุขภาพเพิ่มมากขึ้น เกิดการเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนําไปสู่ปัญหาต่างๆทั้งต่อตัวเด็ก ครอบครัว สังคม อาทิ ปัญหายาเสพติด เอดส์ เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรและการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์
         นายอภิชาต กล่าวด้วยว่า กรมพินิจฯตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงจัดบุคลากรทางการพยาบาลประจําหน่วยงานในสังกัด เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกรายได้รับบริการที่ครอบคลุม และเพื่อให?การดําเนินการมีประสิทธิภาพการพัฒนาบุคลากรทางการพยาบาลเป็นกลไกหนึ่งที่จะพัฒนาคุณภาพการดูแลเด็กและเยาวชน การประชุมครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพส่งเสริมสุขภาพเด็กและเยาวชนในสถานพินิจฯ และศูนย์ฝึกฯให้มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการดูแลเด็กและเยาวชนด้านสุขภาพทั้งการคัดกรองการดูแลรักษา การบําบัดแก?ไขฟ??นฟูเด็กและเยาวชนที่เกี่ยวข?องกับยาเสพติด ซึ่งส่งผลให้บุคลากรพยาบาลในสังกัดกรมพินิจฯ ได้รับการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพ การรักษาพยาบาลรวมถึงการบําบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนขณะอยู่ในสถานควบคุม
*******************************************

กสม.ชี้กมฎหมายชีวิตคู่หลากเพศ ต้องก้าวข้ามเรื่องใหม่สังคมไทย

         นพ.แท้จริง ศิริพานิช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวระหว่างการเสวนาทางวิชาการครั้งที่ 5 เรื่องความหลากหลายทางเพศกับกฎหมายการจดทะเบียนคู่ชีวิตของไทย เพื่อนำไปสู่การจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจดทะเบียนคู่ชีวิตของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ พ.ศ. ... ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  กระทรวงยุติธรรม  ที่รัฐสภา เมื่อเร็วๆนี้ว่า  ในเรื่องการแต่งงานเขาก็ต้องได้รับสิทธิตรงนั้น ใครก็ไปปฏิเสธไม่ได้ แต่สังคมดันสร้างอะไรบางอย่างไว้ เช่นไปบอกว่า ในโลกมีแค่เพศหญิงหรือชายเท่านั้น แต่ความจริงมันเยอะกว่านั้น ก็เหมือนสีที่ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ แต่มีเขียว แดง อะไรอีกมากมาย
         นพ.แท้จริง กล่าวด้วยว่า แม้แต่ในวงการแพทย์เอง ในอดีตก็เคยถือว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมผิดปกติ แต่ปัจจุบันดีกว่าเดิมมาก คือถือว่าเป็นลักษณะการใช้ชีวิตอย่างหนึ่ง แล้วเวลาที่กล่าวว่าหญิงแท้ชายจริง นี่ก็ต้องมีคำถามว่ามันเป็นลักษณะอย่างไร ซึ่งในอนาคตอาจจะไม่ต้องมาติ๊กช่องว่าเป็นชายหรือหญิงด้วยซ้ำ เขาจะอยู่ด้วยกันก็เป็นสิทธิของเขา เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยมีใครคิดอะไรมากแล้ว แต่ถึงที่สุดเขาก็ต้องการความคุ้มครองทางกฎหมาย ต้องการสิทธิเกี่ยวกับครอบครัว แต่เรื่องนี้ยังถือเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย ถ้าเราก้าวข้ามจุดนี้ไปได้ มันจะมีอีกหลายเรื่องที่พัฒนาตามไปด้วย
*************************************

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

รวบ 4 ทาสยานรกพร้อมอาวุธปืนสงคราม

           เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 เม.ย.56 พ.ต.ท.ธีระเดช มาศธนพันธ์ รอง ผกก.ป.สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี พร้อมกำลังตำรวจร่วมแถลงข่าวการจับกุมนายโชคนที ผลเกียรติกุล อายุ 31 ปี  นายวรรณวุฒิ พรมวงศ์ อายุ 22 ปี น.ส.ณัฐวรรณ พรหมเต็ม อายุ 24 ปี และ น.ส.รุจิรา มิรัตนไพร อายุ 21 ปี 4 ผู้ต้องหาในคดียาเสพติด พร้อมของกลาง อาวุธปืนยาวอัดลม 1 กระบอก ปืนพกสั้นขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 16 นัด อาวุธปืนกล ขนาด .45 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด .45 จำนวน 39 นัด พร้อมตรวจยึดรถยนต์เก๋ง 1 คัน  และ จยย.อีก 1 คัน ไว้ตรวจสอบตามมาตรการ พ.ร.บ.ยาเสพติด สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนปราบปรามพิเศษ สืบทราบว่าที่บ้านเลขที่ 27/27 หมู่ 3 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี มีกลุ่มวัยรุ่นมั่วสุมเสพยาเสพติด จึงนำกำลังบุกเข้าตรวจค้น และสามารถจับกุมทั้ง 4 คนไว้ได้โดยละม่อม ก่อนนำตัวมาตรวจปัสสาวะพบว่ามีสารเสพติดในร่างกาย นอกจากนี้ตรวจค้นในบ้านยังพบอาวุธปืนสงคราม ปืนพกสั้น และเครื่องกระสุนอีกจำนวนมาก จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน
          สอบสวนเบื้องต้นทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าได้มั่วสุมเสพยาบ้าจริง ส่วนอาวุธปืนเป็นของนายโชคนที กับนายวรรณวุฒิ ภายหลังจึงคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
*****************************

ตชด.-ทหารพรานยึดไม้พะยูงมุกดาหาร

         เมื่อวันที่ 22 เมย .56 เวลา 01.00 น. นำโดย พ.ต.ท.เทิดฤทธิ์ สุวรรณประทัง ผู้บังคับกองร้อย ตชด.234  มุกดาหาร ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีกลุ่มขบวนการนายทุนขนไม้พะยูงมากองไว้ที่ริมฝังแม่น้ำโขง บ้านนาห้วยกอก ต.ดอนตาล อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร จึงได้ร่วมกันวางแผนเพื่อเข้าทำการจับกุมจนกระทั่งเวลาประมาณ 01.00น. เจ้าหน้าที่พบรถยนต์นิสสันสีน้ำเงินหมายเลขทะเบียน บธ 511  มุกดาหาร รถยนต์อีซุซูสีน้ำเงินหมายเลขทะเบียน 10-0528 มุกดาหาร วิ่งเข้ามาจอดรืมฝังแม่น้ำโขงบริที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวพร้อมให้รถหยุด เมื่อผู้ขับขี่พบเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้วิ่งหลบหนีไปกับความมืด สามารถจับกุมตัวได้เฉพาะผู้รับจ้างขนไม้คือนายชื่น พลอยพันธ์ อายุ 46 ปี บ้านเลขที่ 127 หมู่ 5 บ้านนายาง ต.บ้านบาก อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบไม้พะยูงเต็ม 2 คันรถและอีกบางส่วนกองไว้ที่ริมฝังแม่น้ำโขงจำวนมากเพื่อรอส่งไปยัง สปป.ลาว เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดไม้พร้อมรถยนต์คันดังกล่าวมาที่กองร้อย ตชด.ที่ 234 มุกดาหารเพื่อตรวจนับจำนวนไม้ทั้งหมดรวม   384 ท่อน มูลค่ากว่าห้าล้านบาท
          จากการสอบถามนายชื่น ให้การว่าไม้จำนวนดังกล่าวเป็นของ ราชการที่ทำงานอยู่ในพื้นที่อำเภอดอนตาลและนักการเมือง ตนเองมารับจ้างขนไม้โดยได้รับค่าจ้างจำนวน 5.000 บาท ไม้ทั้งหมดไปรับมาจากบ้านนายาง ต.บ้านบาก อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดไม้ดังกล่าวพร้อมผู้ต้องหาและของกลางส่งพนักงานสอบสวนสภ.ดอนตาล ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
           ส่วนอีกราย ร.ท.วรยุทธ คำสี ผบ.ร้อย ทพ.2105 พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจกองร้อยทหารพราน 2105 ได้นำกำลังออกลาดตระเวนบริเวณตะเข็บชายแดน จนมาถึงบริเวณถนนเรียบริมฝั่งแม่น้ำโขงบ้านนาโพธิ์ ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร  พบรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า สีเทา หมายเลขทะเบียน กข-6209 มุกดาหาร ซึ่งมีลักษณะพิรุธ จอดทิ้งไว้ข้างทางเจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้น พบไม้พะยูงซุกซ่อนอยู่ในรถจำนวน 10 ท่อน ซึ่งขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังทำการตรวจยึดอยู่นั้นได้มีรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า สีดำ หมายเลขทะเบียน บค-2293 นครพนม ขับเข้ามายังจุดดังกล่าวอีกคัน แต่คนขับรถเห็นเจ้าหน้าที่จึงเร่งเครื่องหลบหนีก่อนที่จะจอรถทิ้ง ห่างจากจุดจับกุมจุดแรกประมาณ 3 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ติดตามมาตรวจค้นหลังรถพบไม้พะยูงจำนวน 36 ท่อน รวมไม้พะยูงทั้ง 2 คันรวม 46 ท่อน คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 แสนบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่สันนิฐานว่าไม้พะยูงทั้ง 2 คันรถนี้น่าจะเป็นไม้พะยูงที่เป็นของนายทุนคนเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดไม้พะยูงของกลางทั้งหมด พร้อมรถยนต์ ส่งพนักงานสอบสวนสภ.ดอนตาล เพื่อดำเนินการติดตามเจ้าของรถ และผู้ร่วมขบวนการค้าไม้พะยูงรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
***************************************