วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

กมธ.ทรัพย์สินทางปัญญาจับมือภาครัฐ "ขจัดสื่อร้าย-ขยายสื่อดี"เร่งจัดโรดแม็บ

            ที่รัฐสภา- วันที่ 31 ต.ค.นายสุขศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นประธานการประชุมพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาและควบคุมธุรกิจโฆษณาขายสินค้า ปัญหาและข้อความเผยแพร่ในการโฆษณาสินค้าอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง โฆษณาแอบแฝงในเชิงล่อแหลม หรือใช้สื่อลามก โดยมีศาสตราจารย์อภินันท์ โปษยานนท์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พ.ต.อ.ปัญญา ปิ่นสุข รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค
           นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นายประธาน วชิรพรพฤฒ นิติกรชำนาญการพิเศษ นายชัยณรงค์ โชไชย ผู้อำนวยการสำนักข้อมูลธุรกิจ เข้าร่วมประชุม เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาและควบคุมธุรกิจโฆษณาขายสินค้า ปัญหาและข้อความเผยแพร่ในการโฆษณาสินค้าอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง โฆษณาแอบแฝงในเชิงล่อแหลม หรือใช้สื่อลามก ซึ่งพบในสื่อทีวี นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ป้ายโฆษณา สื่อวิทยุ เป็นต้น
           นายสุขศักดิ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันการโฆษณาสินค้าชนิดต่างๆ เกินความเป็นจริงทั้งสิ้น โดยในที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันว่าจะช่วยกันปกป้องแก้ไขปัญหา เพื่อไม่ให้เรื่องดังกล่าวเผยแพร่ทางสื่อที่ไม่ดี เพื่อขจัดสื่อร้าย ขยายสื่อดี เพราะถือว่าเป็นมลพิษทางสายตามากที่สุดในโลก ดังนั้น จึงอยากเตือนประชาชน เด็ก และเยาวชนว่าอย่าหลงเชื่อการโฆษณาที่เกินความเป็นจริง เพราะถือว่าเป็นภัยที่ใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ และเป็นปัญาที่ใกล้ตัวเด็กและเยาวชนมากที่สุด ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าน่าจะมีการจัดโรดแม็บ เพราะฉะนั้นอยากฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปพิจารณาว่าองค์กรของตัวเองมีอะไรที่ต้องปรับปรุง แก้ไข เพื่อแนวทางในการป้องกันแก้ไขและหาข้อสรุป โดยให้ทีมที่ปรึกษารวบรวมข้อมูลต่างๆ และเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงอีกครั้ง เพื่อหาแนวทางและกำหนดยุทธศาสตร์การทำงานร่วมกัน
******************************

กมธ.ฯแฉไทยลักลอบดูดทรายอื้อ ใต้แหล่งใหญ่จ่อดันเข้าพ.ร.บ.แร่

            ที่รัฐสภา-เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 ต.ค. นายนริศ ขำนุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กมธ.) ได้ประชุมพิจารณาศึกษากรณีปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการประกอบกิจการดูดทราย ที่มีสำรวจในหลายพื้นที่ของประเทศไทย และที่ปรากฏตามข่าวเป็นระยะนั้นว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของคณะกรรมาธิการฯ พบว่าหลายพื้นที่ที่มีการดูดทรายโดยได้รับอนุญาตและไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งบริเวณใกล้เคียง
         นายนริศ กล่าวว่า จากการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจและสังคม การเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในประเทศ จึงทำให้ทรัพยากรทรายถูกนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นทุกปี โดยแบ่งเป็นสัดส่วนที่นำมาใช้เป็นวัสดุก่อสร้างร้อยละ 80 ใช้ในการอุตสาหกรรมต่างๆ ร้อยละ 15 และใช้ประโยชน์อย่างอื่นร้อยละ 5 ทั้งนี้ การขุด ตัก และดูดทราย โดยปกติจะดำเนินการใน 2 ลักษณะ คือ บนบก ส่วนใหญ่ดำเนินการในที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน และในลำน้ำ ซึ่งการดูดทรายจากลำน้ำจะก่อให้เกิดผลดีในแง่ของการช่วยป้องกันการตื้นเขินของแหล่งน้ำตามธรรมชาติ และแหล่งน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น  ซึ่งเป็นประโยชน์ในแง่ของการคมนาคมทางน้ำ และเป็นการเพิ่มศักยภาพในการเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำนั้น ๆ แต่หากมีการดูดทรายมากเกินไป ก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามมาได้เช่นกัน
            ประธานคณะกรรมาธิการที่ดินฯ กล่าวด้วยว่า ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้สรุปรายงานข้อเท็จจริงของสถานการณ์การดูดทรายในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามีการดูดทรายโดยไม่ได้รับอนุญาติถึง 80% และที่ได้รับอนุญาตเพียง 20% เท่านั้น สำหรับสถิติการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานขุด ตัก ลอก หรือดูดทรายนั้น พบว่า ภาคใต้ เป็นพื้นที่ที่มีการดูดทรายมากที่สุด มีโรงงานมากถึง 872 โรงงานจากทั้งหมดทั่วประเทศ จำนวน 2,474 โรงงาน จากสถิติการจับกุมดำเนินคดีโรงงานขุดตักดิน ดูดทราย (ส่วนภูมิภาค) ตั้งแต่ปี 2553-2555 พบปัญหาการลักลอบประกอบกิจการดูดทรายโดยไม่ได้รับอนุญาตรวมทั้งสิ้น 69 ราย
            อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมาธิการฯ จะทำหนังสือไปถึงกระทรวงมหาดไทย ในเร็วๆ นี้ เพื่อประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศให้ลงพื้นที่ตรวจสอบว่าพื้นที่ใดมีการลักลอบดูดทราย หากพบผู้กระทำผิด ก็ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งขณะนี้ทางคณะกรรมาธิการฯ พยายามเร่งผลักดันทรัพยากรทรายให้เข้าไปรวมอยู่ใน พ.ร.บ.แร่ เพื่อจะได้มีกฎหมายรองรับที่แน่ชัด และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด พร้อมทั้งบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ
******************************************

ดีเอสไอ-ทหารเรือจับลอบขุดแร่เถื่อนค่ากว่า 1 พันล.

            ที่จ.ระยอง-เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา นายประวิทย์ ไชยบัวแดง ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาคตะวันออก กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับ ผบ.พัน.ร.7 กรม ร.3 พล.นย./ผบ.ฉก.นธ.32 ฉก.นย.ทร. แถลงข่าวผลการจับกุมเหมืองแร่เถื่อน (แร่ใยหิน และใยแก้ว) มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ณ ค่ายมหาสุรสิงหนาท อ.เมือง จ.ระยอง
          โดยนายประวิทย์ เปิดเผยว่า หลังได้รับการร้องเรียนหลายครั้งว่ามีขบวนการลักลอบขุดแร่เถื่อนในหลายพื้นที่ของจ.ระยอง จึงประสานกองทัพเรื่อ นำกำลังเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 50 นาย สนธิกำลังทหารเรือจากกองทัพเรือภาคที่ 1 จำนวน 30 นายรวม 80 นาย พร้อมอาวุธปืนครบมือบุกเข้าจับคนงานและคนขับรถแบ็คโฮ ที่กำลังลักลอบขุดแร่เถื่อนรวม 6 จุด เมื่อวันที่ 30 ต.ค.55
           นายประวิทย์ กล่าวด้วยว่า จุดที่เจ้าหน้าที่เข้าจับกุม คือ ที่บ้านกร่ำ อ.แกลง 1 จุด และบริเวณสี่แยกมาบข่า หมู่ 1 ต.เพ อ.เมืองระยอง จับกุมพร้อมกันทั้ง 6 จุด รวมพื้นที่ที่ลักลอบขุดแร่เถื่อนนับ 100 ไร่  โดยจุดแรกได้ของแบ็คโฮ จำนวน 2 ตัว บริเวณหลังคอนโด ใกล้หาดแม่รำพึง 2 ตัว สี่แยกมาบข่า 1 ตัวจุดบ้านกร่ำ 1 ตัวและบริเวณริมทะเลอีก 1 ตัว รวมทั้งหมด 7 ตัว รถบรรทุกสิบล้อ 5 คัน รถเทลเลอร์ 1 ตัว เครื่องสูบน้ำ 3 เครื่อง ผู้ต้องหา 12 คน ในข้อหาขุดแร่โดยไม่มีประทานบัตร ครอบครองแร่และขนส่งแร่โดยไม่ได้รับอนุญาตรวม 3 ข้อหา พร้อมนำผู้ต้องหาทั้งหมดเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ส่วนของกลางทั้งหมดจะนำไปเก็บไว้ที่ค่ายมหาสุรสิงหนาท ต.ตะพง อ.เมืองระยอง อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 31 ต.ค.55 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอและกำลังทหารwfhขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินขึ้นสำรวจพื้นที่โดยรอบอีกครั้ง
           ด้านนายวิชิต ชาตไพสิฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า หลังได้รับรายงานการจับกุมลักลอบขุดแร่เถื่อน ได้เดินทางมาดูที่เกิดเหตุและได้กำชับให้เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)เจ้าของพื้นที่ตรวจสอบว่าพื้นที่ใดมีการออกใบอนุญาต การกระทำดังกล่าวเป็นการทำให้ระบบนิเวศและ ระบบทางเดินน้ำเสียหายพร้อมกำชับให้อุตสาหกรรมจังหวัดระยองเข้าร่วมตรวจสอบและให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดเพราะแร่ดังกล่าวเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องหวงแหน
          อย่างไรก็ตาม บ่อทรายที่มีใบอนุญาตรวม 6 แห่งขณะนี้ได้ปิดบ่อไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นพวกที่เข้ามาลักลอบขุดถือว่าเป็นบ่อเถื่อน เมื่อขุดแร่เอาไปส่งโรงแต่งแร่ที่มีอยู่ใน จ.ระยอง 16 แห่งก็ถือว่าเป็นโรงแต่งเถื่อน
************************************

"ดีเอสไอ" เรียก "มงคลกิตติ์ - องอาจ" ให้ปากคำไซฟ่อนเงินฮ่องกง 7 พ.ย.นี้

         ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)- เมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณี นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ รักษาการโฆษกพรรคเพื่อไทย ยื่นคำร้องให้ ดีเอสไอ ตรวจสอบ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการคณะกรรมการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ (ภตช.) กรณีออกมาให้ข่าวต่อสื่อมวลชนว่า มีนักการเมือง และข้าราชการ ไซฟ่อนเงิน จำนวน 1.6 หมื่นล้านบาทไปที่ ฮ่องกงว่า  ทางดีเอสไอได้พยามโทรศัพท์ติดต่อนายมงคลกิตติ์ เพื่อเชิญตัวมาสอบสวน แต่ไม่สามารถติดต่อได้ จึงได้ทำหนังสือเชิญตัวมาชี้แจงในวันที่ 7 พ.ย.55นี้ รวมไปถึงได้ทำหนังสือเชิญ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ถูกกล่าวอ้างว่า มีส่วนกับการปล่อยข่าวในครั้งนี้มาสอบถามถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วย
          ทั้งนี้ พนักงานสอบสวน ได้เตรียมพิจารณาเพื่อเรียก พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรองผู้กำกับการสังกัดกองบัญชาการตำรวจสันติบาล และ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาให้ปากคำด้วย เนื่องจากก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.สันธนะ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการอินไซด์ไทยแลนด์  ทางสถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ ว่า มีขบวนการโอนฟอกเงินจริง แต่ไม่ใช่การไซฟ่อน ส่วน ประธาน ป.ป.ช. นั้นได้เคยออกมาระบุว่าประสานไปยังป.ป.ช.ฮ่องกง แล้ว ไม่พบว่ามีการไซฟ่อนเงินตามข่าว
************************************

ทูตสหราชอาณาจักรหาลือรมว.ยุติธรรม ยกเลิกโทษประหารปรองดองคนในชาติ

            ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ-น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม และผู้แทนจากกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วยข้าราชการของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้ให้การต้อนรับ Mr.Mark Kent (Ambassador British Embassy) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ เข้าพบเพื่อเยี่ยมคารวะพร้อมหารือข้อราชการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และเสนอความร่วมมือของกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร ในการพิจารณาการขยายความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศทางด้านกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และด้านสิทธิมนุษยชน
        โดยเฉพาะประเด็นการยกโทษประหารชีวิตและการขับเคลื่อนการปรองดองของคนในชาติ ซึ่งการขับเคลื่อนการปรองดองทางสหราชอาณาจักร เคยประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์เหนือ จึงนำมาเป็นกรณีศึกษาเพื่อปรับใช้ในประเทศไทย โดยกระทรวงยุติธรรม มอบหมายให้ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเป็นประธาน และที่ปรึกษาเฉพาะด้านกฎหมายมหาชน เป็นรองประธาน ในการประสานงานขยายความร่วมมือทวิภาคีระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศไทย  
           น.ส.ปิติกาญจน์ กล่าวอีกว่า หากเปรียบเทียบคดีประหารชีวิตของไทยและต่างประเทศพบว่า กฎหมายโทษประหารชีวิตยังเป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทยกับต่างประเทศ เนื่องจากการตัดสินโทษประหารชีวิตของไทยจะเน้นลงโทษผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์และคดียาเสพติดเป็นหลัก ส่วนต่างประเทศให้ความสำคัญเฉพาะคดีอุกฉกรรจ์เท่านั้น ซึ่งตามแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับที่ 2 ระบุไว้ว่า บุคคลควรมีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ แม้ว่าจะมีการทำความผิดแต่ก็ไม่ควรตัดสินให้เขาตาย แต่ควรจะลงโทษหนักด้วยโทษจำคุกตลอดชีวิต ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคดีแพะ หรือจับผิดตัวหรือประหารผิดตัวในภายหลัง ทั้งนี้ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้ดำเนินการให้นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญจากมหาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาความเป็นมาในการยกเลิกโทษประหารชีวิต ภายในปีงบประมาณ 2556 ซึ่งจะเป็นการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ก่อนที่จะนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เพื่อส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ตามลำดับ
          อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีการหาลือถึงการอำนวยความสะดวกในการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ประจำสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมผู้ต้องขังชาวอังกฤษ และการให้กระทรวงยุติธรรมรับพิจารณาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมถึงสุขอนามัยเรื่องปัญหาโรคระบาดและสภาพจิตใจของผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษพัทยา จ.ชลบุรี อีกด้วย โดย รมว.ยุธรรม ระบุถึงความคืบหน้าในการศึกษาเรื่องการยกเลิกโทษประหารชีวิตในประเทศไทยว่า ขณะนี้กระทรวงยุติธรรมได้จัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเป็นผู้รับผิดชอบ ในการว่าจ้างให้คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาวิจัยและการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้ง 4 ภาคว่า มีความคิดเห็นอย่างไร หากมีการยกเลิกโทษประหารชีวิต ซึ่งผลการศึกษาจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายนปี 2556
*****************************************

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

"ภูวิช ยมหา" พนง.สอบสวนคดีพิเศษ สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค DSI

@จ่อลุยลักลอบขุดทรายจ.พังงาฯลฯ
@สร้างเชื่อมั่นพยานทุจริตหอมแดง
 





           ปัญหาทุจริตโครงการแทรกแซงราคาหอมแดง จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบว่ามีการสร้างเอกสารเท็จด้วยการนำหอมแดงรอบที่ 1 มาสวมสิทธิ์เข้าร่วมโครงการในรอบที่ 2 และยังพบความผิดปกติเรื่องเงื่อนไขการจัดเก็บหอมแดงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย อาทิ การทำเอกสารเท็จเพื่อขออนุมัติเงินจากโครงการแทรกแซงราคาหอมแดงรอบที่ 2 รวมเป็นเงินกว่า 200 ล้านบาท คือ 1 ในข้อทุจริต ที่ดีเอสไอเตรียมรวบรวมหลักฐานเอาผิดกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในขณะนี้ และเป็นคดีที่คณะกรรมการคดีพิเศษ (คกพ.) ครั้งที่ 5 / 2555 ที่มี "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง"  รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติรับคดีความผิดทางอาญาต่างๆเป็นคดีพิเศษทั้งหมด 8 เรื่อง โดยมีเรื่องการทุจริตในโครงการแก้ไขปัญหาราคาหอมแดงตกต่ำ ฤดูการผลิตปี 2554/2555 จ.ศรีสะเกษ รวมอยู่ด้วย
        ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่ "ทีมข่าวเฉพาะกิจพิมพ์ไทย" ติดตามเกาะติดอย่างต่อเนื่องเช่นกัน และเป็นคดีสำคัญคดีหนึ่งที่ "นายภูวิช ยมหา" ได้รับมอบหมายจาก "นายธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ ให้ติดตามรับผิดชอบคดีดังกล่าวในช่วงที่เป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ สำนักคดีอาญาพิเศษ 2 โดยปัจจจุบัน "นายภูวิ" ได้รับความไว้วางใจให้มาทำหน้าที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่ง "หน้างาน" มีความหลากหลายและเป็นงานท้าทายความสามารถอีกด้วย
          "ทีมข่าวเฉพาะกิจพิมพ์ไทย" มีโอกาสแวะเวียนมาที่ "กรมสอบสวนคดีพเศษ" เพื่อสัมภาษณ์พิเศษ "นายภูวิช ยมหา" พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค ดีเอสไอ โดย"นายภูวิช" บอกว่าการได้มาปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่งใหม่ เป็นงานที่ท้าทาย เพราะจะต้องเข้าไปสนับสนุนหน่วยงานของดีเอสไอ ที่ตั้งอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ อาทิ ช่วยทำคดี  และสืบสวนสอบสวน ฯลฯ และเป็นงานที่ครอบคลุมทั้งประเทศ ถือเป็นงานที่ถูกใจ และบทบาทบางครั้งอาจต้องเข้าไปเป็นหัวชุดในเรื่องของการปฎิบัติการณ์เป็นกรณีๆไป ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้ไปทำ เหมือนงานเฉพาะกิจที่ทางส่วนอำนวยการของสำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค สั่งให้ไปทำในการสืบสวนสอบสวน
           "นายภูวิช กล่าวว่า ขณะนี้ มีงานที่รออยู่แล้วที่ต้องไปสานงานต่อ เช่น กรณีขบวนการบุกรุกและลักลอบขุดทรายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองทุ่งมะพร้าว จังหวัดพังงา การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอันตราย ที่ภาคตะวันออก ที่ดีเอสไอเคยทำคดีไว้ และงานปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มาบตาพุต จังหวัดระยอง ที่เคยทำค้างไว้ ซึ่งเป็นงานค้างเก่าที่เคยทำไว้ และพอมาอยู่ในตำแหน่งนี้ ก็ได้จังหวะสานงานต่อเนื่อง
           "พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ การทำงานต้องให้ประชาชนตบมือให้เรา ซึ่งเราไม่ต้องการให้ข้าราชการด้วยกันเองมาชื่นชม ต้องให้ประชาชนชื่นชม คือสิ่งที่ตนยึดมั่นมาตลอด และให้ประชาชนเห็นผลงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นสิ่งที่น่าชื่นใจเวลาเราทำงานและประชาชนเห็นผลงานแล้วตบมือให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ แต่หากข้าราชการด้วยกันเองมาตบมือให้เรารู้สึกเฉยๆ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ ต้องยึดมั่นในผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ให้ความเป็นธรรมกับประชาชน"นายภูวิช กล่าว
           ในฐานะที่เคยรับผิดชอบคดีทุจริตโครงการแทรกแซงราคาหอมแดง จ.ศรีสะเกษ "นายภูวิช"  กล่าวว่า คดีดังกล่าวถือเป็นงานท้าทาย และเป็นปมร้อนอย่างมาก เนื่องจากตั้งแต่ทำคดีทุจริตมา เรื่องนี้ถือเป็นโมเดล จับตรงไหนก็เจอทุจริต ไม่เคยทำคดีที่มีการโกงมากมายขนาดนี้ เป็นสิ่งที่เห็นแล้วว่า มีการเอางบประมาณไปบริหาร และมีการหาช่องทางทางถ่ายเทเงินกัน โดยที่ไม่เป็นไปตามจุดประสงค์ของรัฐบาลที่เทงบประมาณไปให้ อย่างโครงการแทรกแซงราคาหอมแดง เพื่อจะช่วยพยุงราคาให้ชาวบ้านได้เงิน แต่ผลสุดท้ายเงินกับไปตกหล่น เพราะจากการสอบถามชาวบ้านการซื้อหอมแดงทั้งจังหวัดใช้เงินไม่เกิน 200 ล้านบาท แต่ปรากฎว่ามีการใช้เงินเกือบ 800 ล้านบาท
         "เงินมันเยอะมาก ถามว่าเงินหายไปไหน ก็อยู่ในขบวนการที่มีการโยกย้ายถ่ายเทในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นการทุจริต และพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่จะเข้าไปทำงานต่อในเรื่องนี้ ซึ่งหลักฐานคงหาไม่ยาก แต่มีปัญหา คือชาวบ้านยังปรับตัวไม่ได้อาจเกิดความระแวง และอาจจะไม่ให้ข้อมูล เนื่องจากเกิดความกลัวว่าอาจเกิดอันตราย หากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษชุดใหม่ไม่ให้ความมั่นใจกับพยาน พยานก็จะไม่ได้รับความร่วมมือในการให้ข้อมูล การสร้างความเชื่อมั่นให้กับพยาน ให้การคุ้มครอง เป็นสิ่งจำเป็นที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องสร้างความเชื่อมันให้ประชาชน จึงอยากฝากไว้ เพราะพยานเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะเอาคนโกงเข้าคุก เพราะหากไม่สร้างความมั่นใจให้พยาน เราก็ไม่สามารถเอาคนโกงเข้าคุกได้ นี่คือสิ่งที่สำคัญ" นายภูวิชกล่าว
           หลังจากนี้ คงต้องติดกันว่า การไล่ล่า "ทุจริตโครงการแทรกแซงราคาหอมแดง จ.ศรีสะเกษ" ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะสามารถลากไส้ขบวนการขี้ฉ้อออกมากองกี่ขด เพราะถือเป็นคดีพิเศษ เป็นมหากาพ์ทุจริต คอรัปชั่น ที่อยู่ในความสนใจของเกษตรกรทั่วประเทศ...!!!
                                                  ทีมข่าวเฉพาะกิจ
**********************************************

ชี้อธิบดีอช.คนใหม่ไม่ผูกขาด เก่ง-ทำงานเป็นดัน 9 ขึ้น 10

          นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยถึงการแต่งตั้งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืชคนใหม่ว่า ในการสรรหาบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งอธิบดีแทนอธิบดีคนเก่าที่ปลดเกษียณอายุราชการไปแล้วนั้น ทางกระทรวงฯ มีคนเก่งหลายคนและทำงานเป็นหลายคน แต่คนเก่งบางคนไม่ทำงาน เอาแต่ตำแหน่งเป็นหัวโขน ซึ่งการคัดเลือกจะเปิดโอกาสให้กับบุคลากรทุกกรมที่อยู่ในสังกัดกระทรวงทรัพยากรฯ แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นบุคลากรที่อยู่ในระดับ 9 ขึ้นระดับ 10 เท่านั้น สำหรับที่ผ่านมานั้น ทางกระทรวงฯ ไม่เคยเปิดโอกาสให้กรมอื่นเข้ามาเลย แต่ครั้งนี้เปิดโอกาสเต็มที่ เพื่อสรรหาบุคลากรที่มีวิสัยทัศน์ ความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานปราบปรามการทุจริตขบวนการตัดไม้ทำลายป่า ไม่ใช่เลือกคนที่ไม่มีคุณภาพเข้ามาทำงาน
          ทั้งนี้ การคัดเลือกอธิบดีจะเลือกรองอธิบดีกรมทุกรมฯ รองปลัดกระทรวงฯ ขึ้นมาเป็นอธิบดี แต่เห็นว่าไม่เป็นธรรม ฉะนั้น อยากได้คนที่อยู่ระดับ 9 ขึ้น 10 ซึ่งระดับ 9 นั้นมีเยอะกว่า ดูว่าคนไหนที่มีวิสัยทัศน์และมีความรู้ความสามารถที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งอธิอบดี โดยเปิดโอกาสให้แสดงฝีไม้ลายมือ เราต้องให้โอกาส ไม่ใช่เป็นการผูกขาด เราจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นรองอธิบดีหรือรองปลัดขึ้นมาแทน อย่างเช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดเกษียณอายุราชการไปแล้ว ให้รองผู้ว่าฯ ขึ้นมาเป็นผู้ว่าฯ หากเป็นผู้ว่าระดับ 10 ด้วยกันสามารถย้ายได้ทันที
    "แต่กรมอุทยานฯ นั้นไม่ใช่อย่างนั้น คนที่เกษียณอายุราชการไปแล้วก็ต้องไม่หวงตำแหน่งหน้าที่หรือปิดกั้นโอกาสและหวงทรัพย์สมบัติของชาติ ไม่ใช่ว่ากระทรวงทรัพยากรฯ พ้นจากคุณไปแล้วกระทรวงฯ จะทำงานไม่ได้ หากผมยังอยู่ ผมจะเปิดโอกาสให้เต็มที่และผมมั่นใจว่า จะเปลี่ยนแผนการทำงานเกี่ยวกับโครงการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ใช่ว่าจะเลือกเอาคนของตัวเองขึ้นมา ซึ่งคนในกระทรวงฯ ไม่มีโอกาสตรงนี้เลย" นายปรีชา กล่าว
            รมว.ทส.กล่าวด้วยว่า สำหรับโครงการปลูกป่า ปลูกต้นไม้ โครงการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว การบูรณาการเกี่ยวกับอุทยานฯ ต้องชัดเจน ไม่ใช่บูรณาการแบบคำพูดอย่างเดียว ทุกอย่างเมื่อเราทำออกมาต้องเป็นรูปธรรม ว่าสิ่งไหนเราทำไปแล้วเห็นผล เราต้องลงพื้นที่เห็นสภาพจริงๆ ไม่ใช่โม้ตามหน้าจอทีวีเท่านั้น เมื่อถึงปีงบประมาณก็ทำการเบิกงบประมาณการปลูกป่า แต่เมื่อลงพื้นที่แล้วไม่เป็นการปลูกป่าจริง แต่เป็นการปลูกลม จะดูว่าพื้นที่ตรงนี้เจ้าหน้าที่คนไหนหรือกรมไหนดูแล และใครเป็นผู้รับผิดชอบ โดยผู้อำนวยการแต่ละพื้นที่ต้องเซ็นต์รับรองว่า พื้นที่ปลูกป่าเป็นอย่างไร ใช้งบประมาณเท่าไร
             "จากนี้ไปการทำงานต้องเข้มงวดและจริงจังมากขึ้น ต้องติดตามตรวจสอบว่าในหนึ่งปีโครงการนั้นคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว หรืออยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งทางปลัดฯ ได้ทำหนังสือแจ้งไปยัง ผอ.แต่ละพื้นที่แล้ว ดังนั้น เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล เราจะต้องทำงานแบบบูรณาการ ไม่ใช่หวงก้างว่าป่าไม้เป็นของเราผู้เดียว เราต้องรักษาดำรงไว้ หากวันหนึ่งเราไม่อยู่ จะให้ลูกน้องหรือคนใกล้ตัวเข้ามาบริหารงานต่อ อย่าลืมนะครับว่า บ้านเมืองนี้ไม่ใช่ของคนกลุ่มเดียวหรือทั้งผืนป่าเป็นของคนคนเดียว ทุกคนต้องช่วยกันดูแลรักษาผืนป่าให้ยั่งยืนต่อไป" นายปรีชา กล่าว
*********************************************

สมาคมคนพิการบุกทำเนียบขู่อดข้าวประท้วง ทวงสัญญาล็อตเตอรี่เพิ่มโควต้า 2 หมื่นเล่ม

         ที่ทำเนียบรัฐบาล-วันที่ 30 ต.ค. 55 เมื่อเวลา 11.00 น. นายสายแจ้ง รื่นกลิ่น นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยตัวแทนจากสมาคมคนตาบอดทั่วประเทศ องค์กรแนวร่วมผู้ค้าสลากในราคาควบคุม ได้เดินทางมาชุมนุม ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขอทราบความคืบหน้า กรณีที่ได้มีการยื่นหนังสือขอเพิ่มสลากกินแบ่งรัฐบาล และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับคนพิการ โดยมีตัวแทนนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับหนังสือร้องเรียนตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. ที่ผ่านมา   
         นายสายแจ้ง รื่นกลิ่น นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยง เปิดเผยว่า หลังจากที่ตนได้ยื่นหนังสือขอเพิ่มสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้กับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด และไม่รู้ว่าขั้นตอนไหนแล้ว  ซึ่งตนและตัวแทนจากกลุ่มขอให้นายฯพิเพิ่มสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 20,000 เล่มเล็ก 10,000 เล่มใหญ่ จำนวนทั้งหมด 2,000 ครอบครัว เพื่อนำไปจำหน่าย ทั้งนี้ การเดินทางมาในวันนี้ ต้องการรู้ว่า การดำเนินการเรื่องดังกล่าวมีความคืบหน้าถึงไหนแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการยื่นหนังสือไปหลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้า จึงปรึกษาหารือเพื่อจะทวงถามข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นทำไม่มีความคืบหน้าหรือไม่มีการรายงานผลให้กับสมาคมฯทราบ โดยในวันนี้ได้มีกลุ่มตัวแทนกว่า 300 คน จะขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวเท่านั้น 
           นายสายแจ้ง กล่าวด้วยว่า อยากให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในการเชิญผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่ง และเชิญรมช.คลังมารับทราบปัญหา และอยากให้นายกรัฐมนตรีให้การสนับสนุนโควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาลโดยให้คนพิการมีอาชีพการขายสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่หากไม่ได้รับคำตอบภายในวันนี้ กลุ่มตัวแทนจะปักหลักชุมนุมอยู่หน้าทำเนียบ และตัวแทนของกลุ่มจะอดอาหารเพื่อประท้วงทั้งหมด 70 คน ซึ่งการชุมนุมในครั้งนี้จะชุมนุมด้วยความสงบ ไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้สัญจรไปมาบนท้องถนน 
          "อาชีพขายสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้นเป็นอาชีพที่สุจริตและเป็นอาชีพที่คนพิการทำได้และไม่ได้สร้างความเดือนร้อนให้กับผู้อื่นแต่อย่างใด แต่ในทางกลับกันเมื่อขายสลากกินแบ่งไม่พอปากท้อง เพราะสลากที่ขายมีจำนวนจำกัดทำให้ไม่พอเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัวได้ และการมาทวงสิทธิ์ในวันนี้คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา ซึ่งอยากให้ทางรัฐบาลให้การสนับสนุนแก่คนพิการที่ทำอาชีพนี้ เพราะอาชีพของพวกเราเป็นอาชีพที่มีศักดิ์ศรี ไม่ได้ขอใครกิน ทำด้วยตนเอง และเป็นอาชีพที่คนพิการทุกคนทำได้ ผมเชื่อว่า หากท่านนายกรัฐมนตรีได้รับหนังสือเคยยื่นไว้ รับรองว่านายกรัฐมนตรีให้การสนับสนุน100% อย่างแน่นอน" นายสายแจ้งกล่าว
**********************************

เครือข่ายเยาวชนฯจี้นายกฯ รับรองร่างพรบ. กองทุนสื่อ

          ที่ทำเนียบรัฐบาล-เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 ต.ค. 55 ตัวแทนจากเครือข่ายเยาวชนเพื่อสื่อสร้างสรรค์ 7 จังหวัด พร้อมด้วยเครือข่ายขบวนการตาสับปะรด มูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา กว่า 40 คน ได้มายื่นหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนร่างพรบ. กองทุนสื่อฯ ฉบับประชาชน
        นางสาวฐิติกานต์ ทองบุญ ตัวแทนจากผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนสื่อสร้างสรรค์ 7 จังหวัด เปิดเผยว่า ทางเครือข่ายเยาวชนฯ ได้ร่วมกับภาคประชาชน 77 จังหวัด ในการลงนามสนับสนุนร่าง พรบ. กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ฉบับประชาชน ซึ่งเป็นร่าง พรบ. ที่มีความสำคัญในการยกระดับคุณภาพสื่อเพื่อสร้างการเรียนรู้อย่างยั่งยืนแก่เด็ก  ให้เด็กมีความเท่าเทียมทันสื่อ โดยร่าง พรบ. กองทุนสื่อฯ ฉบับประชาชน ได้ผ่านขั้นตอนการรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอกฎหมายต่อประธานรัฐสภาและผ่านขั้นตอน การตรวจสอบรายชื่อและหลักฐานตามกฏหมายจากส่วนจังหวัดต่างๆ แล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้ร่าง พรบ. กองทุนสื่อฯ ฉบับประชาชน ได้ดำเนินการไปตามกระบวนการเพื่อเสนอต่อรัฐสภาเพื่อบรรจุวาระในการพิจารณาประกบกับร่างของกระทรวงวัฒนธรรมที่เสนอไปก่อนหน้านี้แล้ว
          นางสาวฐิติกานต์ กล่าวด้วยว่า การรวมกลุ่มที่หน้าทำเนียบรัฐบาลในครั้งนี้ ประกอบด้วยตัวแทนของกลุ่มเครือข่ายเยาวชนเพื่อสื่อสร้างสรรค์ 7 จังหวัด พร้อมด้วยเครือข่ายขบวนการตาสับปะรด มูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา มีจุดประสงค์เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ให้เร่งลงนาม รับรองร่างพรบ. กองทุนสื่อพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ฉบับประชาชน เพื่อนำเข้าไปประกอบ บรรจุสู่วาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับร่างพระราชบัญญัติเรื่องเดียวกันของกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งรออยู่แล้ว และอยากให้นายกรัฐมนตรี ให้การสนับสนุนประเด็นเนื้อหา ในร่างฉบับประชาชน ที่เน้นกระบวนการการมีส่วนร่วม ของเยาวชน ประชาชน ในการยกร่าง พรบ.ฯ และมีเนื้อหาในการส่งเสริมพัฒนาสื่อเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ สร้างคาวมเท่าทัน อีกทั้งการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการจากภาคประชาชน          "พวกเราจะร่วมกันรณรงค์  สร้างการรับรู้และสนับสนุน ร่าง พรบ. กองทุนสื่อฯ ฉบับประชาชน อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สังคม ประชาชน ได้ตระหนักถึงการมีสื่อที่สร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กเยาวชน และครอบครัว โดยทางเครือข่ายเยาวชนจะจับตาการพลักดัน ร่าง พรบ. กองทุนสื่อฯ เพื่อไม่ให้เกิดการบิดเบือนเนื้อหา ประเด็นจากเจตนารมณ์ ที่มุ่งส่งเสริมและปกป้องเด็กเยาวชนไปเป็นอย่างอื่น โดยเฉพาะจากกลไกราชการที่พยายามเข้ามาครอบงำและครอบครองร่าง พรบ. กองทุนสื่อฯ โดยไม่ฟังเสียงหรือสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคเด็กเยาวชนและประชาชน" นางสาวฐิติกานต์ กล่าว
**********************************

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อัยการสูงสุด ชี้อาชญากรรมข้ามชาติเพิ่มขึ้น

            ที่โรงแรมเซ็นทรา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ -เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 29 ต.ค. 55 อัยการสูงสุด อัยการระดับสูง รวมทั้งอัยการในสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุดของไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทั้งในและต่างประเทศ กว่า 600 คน เข้าร่วมประชุมสามัญประจำปี สมาคมอัยการระหว่างประเทศ ครั้งที่ 17 ( The 17 th Internationnal Association of Prosecutor Annual Conference) โดยมี Mr. James Hamilton ประธานสมาคมอัยการระหว่างประเทศ นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสามัญประจำปีสมาคมอัยการระหว่างประเทศขึ้นระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม - 2 พฤศจิกายน 2555 ที่บางกอกคอนเวนต์ชั่น เซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ กรุงเทพฯ
           นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด กล่าวว่า ปัจจุบันเรื่องของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาตินั้น นานาประเทศรวมทั้งประเทศไทยเองต่างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก และนับเป็นนิมิตหมายอันดีที่ทางรัฐบาลได้ช่วยให้การประชุมในครั้งนี้เกิดขึ้น  อีกทั้งงานในครั้งนี้มีพนักงานอัยการจำนวนมากจากนานาประเทศเข้าร่วมประชุม เพราะจะเป็นโอกาสในการเชื่อมความสัมพันธ์ และร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์เกี่ยวกับงานในหน้าที่ระหว่างกัน อันจะนำมาซึ่งการบรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันของพนักงานอัยการจากทุกประเทศ นั่นคือ การปราบปรามอาชญากรรม เพื่อให้ประชาชน ในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยและสงบสุข ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในฐานะเป็น ผู้มีบทบาทในการสนับสนุนการสร้างเครือข่ายร่วมกันระหว่างพนักงานอัยการเพื่ออำนวยความยุติธรรมระดับนานาชาติ
          ทั้งนี้ สำหรับวาระสำคัญของการประชุมในครั้งนี้ จะเน้นไปในเรื่องของกฏหมายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเป็นส่วนใหญ่ เพราะในขณะนี้การกระทำผิดในทางอาญานั้นไม่ได้เกิดขึ้นและส่งผลเพียงประเทศเดียวเท่านั้น จึงต้องมีการร่วมมือจากอัยการนานาประเทศเข้ามาช่วย  อย่างกรณีที่มีการฉ้อโกงเกิดขึ้นในประเทศหนึ่ง แล้วมีการโอนเงินเข้าบัญชีในอีกประเทศหนึ่ง หรือการส่งยาเสพติดจากประเทศหนึ่ง ไปให้ผู้รับอีกประเทศหนึ่งนั้น เมื่อต้องการข้อมูลคดี พยาน หลักฐานต่าง ๆ ต้องเอาจากต่างประเทศทั้งนั้น จึงต้องมีความร่วมมือจากนานาประเทศ อีกทั้งคดีเหล่านี้ล้วนเป็นการกระทำผิดทางกฏหมายหรืออาชญากรข้ามชาติทั้งสิ้น ซึ่งนับวันเมื่อเทคโนโลยียิ่งมีการพัฒนามากขึ้น องค์กรที่กระทำผิดกฏหมายก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น และผู้ที่ตกเป็นเหยื่อก็เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะมีการติดต่อสื่อสารที่ง่ายมากขึ้น
             สำหรับรูปแบบของอาชญากรรมข้ามชาติที่เพิ่มมากขึ้น นั้น  เป็นเรื่องของยาเสพติด การลักพาเด็ก แรงงานข้ามชาติ และการฉ้อโกงระหว่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ซึ่งถือว่าเป็นความผิดที่นานาประเทศต่างมองว่าเป็นความผิดทั้งนั้น และเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในขณะนี้  ซึ่งการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายไม่สามารถดำเนินการโดยการใช้การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพและเฉียบขาดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องแก้ไขด้านความเชื่อ เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม รวมไปถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ด้วย  การประชุมในครั้งนี้ก็จะมีการหารือถึง แนวทาง มาตรการต่าง ๆ เพื่อที่จะนำมาต่อสู้กับผู้กระทำความผิดต่อไป
            "ผมเชื่อว่า จากความร่วมมือในการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสถาบันอัยการของไทยและนานาประเทศ จะกระตุ้นและผลักดันกระบวนการยุติธรรมทั่วโลกให้ตระหนักถึงความยุติธรรมที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับวิธีการกระทำความผิดต่างๆ ขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การป้องกันและปราบปราม รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานและสำนักงานอัยการสูงสุดของประเทศไทยและหน่วยงานและสถาบันอัยการและสมาคมอัยการของประเทศต่างๆ มากยิ่งขึ้น " นายจุลสิงห์ กล่าว
*************************************

ตะลึง ! คดีหอมแดงพบทุจริตทุกขั้นตอน

           ตะลึง ! ดีเอสไอตรวจสอบโครงการแทรกแซงราคาหอมแดง จ.ศรีสะเกษ พบมีทุจริตทุกขั้นตอน อยู่ระหว่างการรวบหลักฐานเพื่อแจ้งข้อหากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนักการเมืองท้องถิ่น องค์การคลังสินค้าและข้าราชการในพื้นที่ ด้านนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลยางชุมน้อย หอบเอกสารเข้าชี้แจงพนักงานสอบสวน ขณะที่พนักงานสอบสวน ระบุชัดดีเอสไอเองเป็นหน่วยงานที่ทำงานตรงไปตรงมา และยึดความถูกต้องเป็นหลัก
         จากกรณีการตรวจสอบปัญหาทุจริตโครงการแทรกแซงราคาหอมแดง จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบว่ามีการสร้างเอกสารเท็จด้วยการนำหอมแดงรอบที่ 1 มาสวมสิทธิ์เข้าร่วมโครงการในรอบที่ 2 และยังพบความผิดปกติเรื่องเงื่อนไขการจัดเก็บหอมแดงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยอาทิ การทำเอกสารเท็จเพื่อขออนุมัติเงินจากโครงการแทรกแซงราคาหอมแดงรอบที่ 2 รวมเป็นเงินกว่า 200 ล้านบาท คือ 1 ในข้อทุจริต ที่ดีเอสไอเตรียมรวบรวมหลักฐานเอาผิดกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่การสอบปากคำพยานพบปัญหา โดยเฉพาะในอ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษที่พยานส่วนใหญ่ถูกข่มขู่
            ล่าสุดที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายกันตนา ทองอินทร์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลยางชุมน้อย อ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ พร้อมชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ได้เข้าพบ นายภูวิช ยมหา พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ สำนักคดีอาญาพิเศษ 2 โดยนายกันตนา  กล่าวว่า การมาพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อนำรายละเอียดหลายๆเรื่อง ในฐานะที่พวกตนเป็นเกษตรกรที่ได้ขายหอมแดงให้กับองค์การคลังสินค้า (อคส.) และขั้นตอนต่างๆที่ทางดีเอสไอยังไม่มีมามอบให้กับดีเอสไอ เพื่อใช้ในทางดำเนินงานในการสอบสวนหาข้อเท็จจริง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อทางราชการมากขึ้น ทั้งนี้ การได้มาพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอ รู้สึกดีใจและอยากให้กำใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เพราะเป็นหน่วยสอบสวนที่เป็นกลาง
           ด้านนายภูวิช ยมหา พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอ กล่าวว่า สำหรับคดีดังกล่าว ตอนนี้ได้ส่งข้อมูลทั้งหมดให้กับพนักงานสอบสวนชุดใหม่ ที่จะต้องไปดำเนินการกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด  ซึ่งถ้าพบการกระทำผิดที่ชัดเจน ก็ต้องมีการออกหมายเรียก หรือหมายจับตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ส่วนการที่นายกันตนา มาเข้าพบก็เพื่อชี้แจงขบวนการขั้นตอนของกลุ่มหอมแดง ที่กลุ่มตนเองได้ต่อสู้มาเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนโครงการมากขึ้น แต่คงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องคดี และดีเอสไอเองเป็นหน่วยงานที่ทำงานตรงไปตรงมา และยึดความถูกต้องเป็นหลัก โดยหลังจากนี้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะลงพื้นที่เพื่อสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง ถ้าหลักฐานพบว่าใครกระทำความผิดก็ดำเนินการแจ้งข้อหา ถ้ามีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ต้องส่งป.ป.ช.ดำเนินการต่อไป
          อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบการทุจริตโครงการแทรกแซงราคาหอมแดง จ.ศรีสะเกษ หลังรับเป็นคดีพิเศษ พบมีว่าการทุจริตทุกขั้นตอน ซึ่งดีเอสไออยู่ระหว่างการรวบหลักฐานเพื่อแจ้งข้อหากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งมีทั้งนักการเมืองท้องถิ่น องค์การคลังสินค้าและข้าราชการในพื้นที่
******************************************

นักข่าวเนเธอร์แลนด์พยาน 91 ศพ พบดีเอสไอมอบกระสุนปืนเอ็ม16

          ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)-เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 ต.ค. 55 นายมิเชล มาสส์  ชาวเนเธอร์แลนด์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์โฟล์กส์แรนต์ และวิทยุเนเธอร์แลนด์ เรดิโอเวิลด์ไวด์ ที่ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเอ็ม 16 เข้าที่บริเวณซี่โครง ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 และพยานในคดีการเสียชีวิตของ นายฟาบิโอ ช่างภาพชาวอิตาลี ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 บริเวณแยกสารสิน นำกระสุนปืนเอ็ม16 ที่แพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ทำการผ่าตัดออกมา และภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกไว้ระหว่างเข้ารับการผ่าตัด
          อย่างไรก็ตาม นายมิเชล ยังได้มอบเทปบันทึกการรายงานข่าวของตนเอง ในวันเกิดเหตุ มามอบให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอ โดยมี พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผบ.สำนักคดีการเงินการธนาคาร เป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อนำไปประกอบสำนวนคดีการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 91 ศพ ระหว่างการชุมนุมทางการเมือง เดือนเม.ย. - พ.ค. 2553 ภายหลังจากก่อนหน้านี้ นายมิเชล ได้เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมไปแล้วเมื่อวันที่ 26 ก.ย.55
************************************

ทส.ควันออกหูถ้าสตง.ลงพื้นที่ สอบทุจริตบ่อน้ำบาดาลอุบลฯ

           นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยกับ "ทีมข่าวเฉพาะกิจพิมพ์ไทย" ถึงกรณีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภาค 5 จ.อุบลราชธานี ตรวจสอบน้ำบาดาล 5 แห่งใน อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ใช้งบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท จากโครงการฟื้นฟูน้ำท่วมของรัฐบาลเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งพบความผิดปกติ เนื่องจากไม่มีการขุดเจาะบ่อใหม่ ไม่มีการซ่อมแซมบ่อบาดาล หากพบภายหลังว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบมีการกระทำผิดก็ว่ากันตามผิดและดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะฉะนั้น เราต้องรีบเข้าไปตรวจสอบและทำการชี้แจงทันที เพราะการทำงานต้องได้รับความโปร่งใส คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า ทำงานไปถึงไหนแล้ว
          ด้านนายสุพจน์ เจิมสวัสดิพงษ์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวกับ "ทีมข่าวเฉพาะกิจพิมพ์ไทย" เช่นกันว่าจากการที่ สตง.เข้าไปตรวจพื้นที่ขุดเจาะบ่อน้ำบาลที่ จ.อุบลราชธานี ที่ทำการฟื้นฟูเครื่องส่งน้ำนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด  เพราะปั๊มเทคเป็นปั๊มโยกชนิดเก่าที่สมัยนี้ไม่ได้ใช้งานนานแล้ว ซึ่งสตง.ดูรายชื่อจากหมู่บ้านที่มีการซ่อมแซมหรือขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลหมู่บ้านนั้น จำนวน 7-8 บ่อ แต่มีการใช้งานได้จริงเพียง 2-3 บ่อเท่านั้น ส่วนบ่อที่ใช้งานไม่ได้เราก็ไม่ได้ตั้งงบประมาณเบิกจ่าย เพราะงบประมาณนั้นมีจำนวนจำกัด ทางกรมฯไม่สามารถทำการขุดเจาะได้ทั้งหมด เราจะทำการขุดเจาะเฉพาะที่ใช้งานได้จริงๆ
          รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวด้วยว่า จากการที่ทาง สตง.ลงพื้นที่ตรวจสอบนั้น ก็ไม่ได้แจ้งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบแต่อย่างใด รวมทั้งเมื่อไปถึงพื้นที่ ทางพื้นที่ไม่มีใครรู้เรื่องเลย เพียงแต่นำเอกสารข้อมูลจากทาง กทม.ไปตรวจสอบเองทั้งหมด และได้กล่าวหาว่าทางกรมทรัพยากรน้ำบาดาลผลาญงบประมาณ ทั้งที่มีหลักฐานการเบิกจ่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือว่า สตง.เข้าใจคลาดเคลื่อนและเข้าใจผิดตลอดเรื่อยมา ซึ่งหลังจากนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จะประชุมคณะกรรมการดำเนินงานและจะเชิญสตง. ลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมๆ กัน เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร
 *********************************

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ชาวบ้านเฮ! "สหยูเนี่ยน"ไม่ขับไล่ กมธ.แนะการเคหะฯ ให้เช่าโดยตรง

          ที่รัฐสภา-นายอนุสรณ์ ปั้นทอง ประธานคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค (กมธ.สคบ.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังการประชุมพิจารณาเรื่องร้องเรียนกรณีชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากการที่บริษัท สหยูเนี่ยน จำกัด (มหาชน) ให้ย้ายออกจากห้องพักในแฟลตของการเคหะชุมชนบางชัน โดยมีตัวแทนชาวบ้านกว่า 10 คน พร้อมทั้งตัวแทนจากการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และตัวแทนจากบริษัทสหยูเนี่ยนฯ เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการฯ หมายเลข 1 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 1 เมื่อเร็วๆนี้ ว่า ในที่ประชุมได้ข้อสรุปว่าให้ทางการเคหะฯ นำอาคารทั้งหมดมาปล่อยเช่าให้กับชาวบ้านโดยตรง โดยไม่ต้องให้บริษัทสหยูเนี่ยนฯ เข้ามาบริหารจัดการ ยกเว้นอาคาร 3 เนื่องจากอาคารดังกล่าวมีห้องพักขนาดใหญ่ ซึ่งมีผู้อาศัยมากกว่า 4 คนต่อห้อง ทางการเคหะฯ ไม่มีความสามารถในการบริหาร จึงต้องให้ทางบริษัทสหยูเนี่ยนฯ เข้ามารับช่วงต่อเพื่อนำไปบริหารจัดการเอง โดยเบื้องต้นมีแนวคิดจะให้พนักงานของบริษัทสหยูเนี่ยนฯ เป็นผู้เช่าพักอาศัยภายในอาคาร 3 ในรูปแบบสวัสดิการพนักงานบริษัทฯ ทั้งนี้ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป
          อย่างไรก็ตาม ทาง กมธ.สคบ.ยังได้เสนอแนะให้ทางการเคหะฯ ไปตรวจดูรายชื่อผู้เช่าจริงในปัจจุบัน เพื่อให้ได้รับสิทธิ์เช่าพักอาศัยกับการเคหะฯ โดยตรง โดยขอให้ประชาชนรีบนำหลักฐานมายืนยันกับการเคหะฯ เพื่อทำสัญญาเช่าโดยตรง ส่วนกรณีที่มีการเช่าช่วงนั้น ทางการเคหะฯ จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขข้อตกลง สำหรับผลการเจรจาในวันนี้ ปรากฏว่าได้รับความพอใจทุกฝ่าย ทำให้ปัญหาดังกล่าวยุติลงด้วยดี
 *******************************************

กรมตรวจฯ ผงะสหกรณ์แม่เปินฉาว บัญชีข้อมูลหลักฐานล่องหนลึกลับ

           นายวิจักร อากัปกริยา อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับ "ทีมข่าวเฉพาะกิจพิมพ์ไทย" จากกรณีปัญหาข้อร้องเรียนของสหกรณ์การเกษตรแม่เปิน จำกัด จ.นครสวรรค์ว่า จากการที่สำนักงานตรวจสอบบัญชีสหกรณ์นครสวรรค์ได้เข้าไปตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์การเกษตรแม่เปิน จำกัด ระหว่างวันที่ 5-22 ตุลาคม 2555 พบว่าสหกรณ์ได้รับซื้อผลิตผลทางการเกษตร (มันสำปะหลัง) จากสมาชิก และขายให้กับพ่อค้า โดยเงินที่ได้จากการขายผลผลิตถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของอดีตผู้จัดการ ซึ่งพบหลักฐานประมาณ 59 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่สหกรณ์นำมาให้หลังจากเกิดเหตุแล้ว และการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปี ทำให้สหกรณ์ขาดเงินทุนหมุนเวียน ไม่มีเงินจ่ายให้กับสมาชิกที่มาขายผลิตผล และสมาชิกที่มาขอถอนเงินรับฝาก เพราะสหกรณ์ตกค้างการตรวจสอบมาเป็นระยะเวลา 2 ปีแล้ว เนื่องจากเอกสารนั้นได้สูญหายไป การบันทึกบัญชีก็ไม่เป็นปัจจุบัน และทางสำนักงานฯ ได้ให้คำแนะนำให้ทางสหกรณ์นั้นทำบันทึกบัญชีในส่วนที่ขาดหายไป แต่ก็ยังไม่ครบถ้วน และไม่สามารถสรุปฐานะทางการเงินปัจจุบันได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการยืนยันยอดลูกหนี้ และเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาทางด้านการเงิน การบัญชี และการบริหารธุรกิจ แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการดำเนินการฯ ยังไม่ได้ทำการแก้ไขแต่อย่างใดหรือกระทำการใดๆ
            ทั้งนี้ ในส่วนของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์นั้น ก็ได้ระงับการดำเนินธุรกิจรวบรวมผลิตผลและแปรรูป และได้จัดให้มีการประชุมใหญ่เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา เพื่อจัดทำแผนฟื้นฟูการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ดังกล่าวต่อไป
           นายวิจักร กล่าวต่อว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เปรียบเสมือนห้องแล็ปที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง ไม่มีอำนาจเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดได้ เพียงแต่มีหน้าที่คอยตรวจสอบบัญชีรายรับ-รายจ่าย และความเคลื่อนไหวทางการเงินของสหกรณ์นั้นๆ เพราะสหกรณ์เป็นนิติบุคคล เราจึงทำอะไรได้ไม่มากนัก นอกจากนี้ยังพบว่าบางสหกรณ์ก็ไม่ได้ใช้โปรมแกรมบัญชีของกรมฯ แต่อย่างใด ครั้นเมื่อเกิดปัญหาจึงสาวถึงต้นตอได้ยากมาก เพราะโปรแกรมบัญชีของเอกชนมีความทันสมัย รวดเร็ว กว่าของทางราชการ เช่นเดียวกับกรณีสหกรณ์การเกษตรแม่เปินฯ ก็ได้ว่าจ้างเอกชนให้มาลงโปรแกรมให้ จึงทำให้เกิดช่องโหว่ในการทุจริต
          "เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด เกิดจากผู้จัดการและกรรมการบางคนที่สุมหัวกันฉ้อโกงสมาชิก โดยหลอกให้สมาชิกนำผลผลิตมาขายให้กับสหกรณ์ ต่อจากนั้นสหกรณ์ก็นำผลผลิตไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง เมื่อได้เงินมาแล้วก็ไม่ยอมโอนให้กับสมาชิก แต่กลับโอนเงินเข้าบัญชีผู้จัดการสหกรณ์ โดยไม่มีใครกล้าตรวจสอบตั้งแต่แรก จึงทำให้เกิดปัญหาเรื้อรังตลอดมา แต่ที่น่าตกใจคือ ผู้จัดการและคณะกรรมการชุดเก่าได้ทำการล้างข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ออกหมดแล้ว และได้นำเอกสารสำคัญของทางราชการออกไปจากสำนักงานสหกรณ์ฯ อีกด้วย ทำให้ยากต่อการสืบค้นข้อมูล และข้อมูลที่หายไปก็ไม่สามารถกู้กลับคืนมาได้ โดยขณะนี้ทางกรมฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาปรับปรุงโปรมแกรมบัญชีให้ทันสมัย และรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง โปร่งใส ตรวจสอบได้" อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว
**************************************** 

ปปส.ส่งผู้บำบัดคืนสู่ชุมชน

          พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ  เลขาธิการป.ป.ส. ลงพื้นที่ชุมชนคลองเตยล็อก 4 ,5 ,6 กรุงเทพฯ และเป็นประธานการจัดกิจกรรมอุ่นใจได้ลูกหลานกลับคืนโดยนำผู้ผ่านการบำบัดรักษา ซึ่งเป็นคนในชุมชนจำนวน 50 ราย ส่งคืนสู่ครอบครัว นอกจากนี้ ได้จัดพิธีให้ผู้ที่ได้ผ่านการรักษาขอขมาพ่อแม่ผู้ปกครอง พร้อมกับปฏิญาณตนจะมุ่งมั่นตั้งใจเป็นคนดีของครอบครัวและสังคมไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด โดยพล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า ภายหลังจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดศูนย์ประสานโครงการ(บ้านอุ่นใจ) ชุมชนคลองเตย ตามแผนปฏิบัติการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดอย่างยั่งยืน ปี 2556 โดยศูนย์ประสานโครงการทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานและติดตามสถานการณ์ปัญหายาเสพติดในชุมชน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คอยสอดส่องดูแลติดตาม และเฝ้าระวังพฤติกรรมความเคลื่อนไหวต่างๆ ในชุมชนผ่านกล้องโทรทัศน์วงจรปิด รวมทั้งเป็นจุดรับแจ้งเหตุรับแจ้งเบาะแสเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมตลอด 24 ชั่วโมง และที่สำคัญยังใช้เป็นศูนย์คัดกรองพิเศษ หรือผู้ติดยาเสพติดที่สมัครใจเข้ารับการบำบัด ก่อนที่จะส่งตัวไปยังสถานบำบัดต่างๆ ที่เหมาะสม
           เลขาธิการป.ป.ส. ด้วยว่า สำหรับกิจกรรมอุ่นใจได้ลูกหลานกลับคืนในวันนี้สำนักงานป.ป.ส.ได้นำอดีตผู้เสพ ซึ่งเป็นคนในชุมชนที่สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาในรุ่นก่อน และได้ถูกส่งตัวไปบำบัดรักษายังสถานบำบัดต่างๆ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ จำนวน 50 ราย จากจำนวนผู้เสพที่ส่งเข้ารับการบำบัด รักษาทั้งหมด 112 ราย ในโครงการชุมชนอุ่นใจได้รับลูกหลานกลับคืน ตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 55 ที่ผ่านมา
*********************************************

"ดีเอสไอ"เดินหน้าเชือด ต้นตอทิ้งขยะพิษแปดริ้ว

            พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยความคืบหน้าในการตรวจสอบการแก้ไขปัญหา การลักลอบทิ้งกากสารเคมีอุตสาหกรรม ในพื้นที่หมู่ที่ 7 ต.หนองแหน และหมู่ที่ 9 ต.เกาะขนุน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ว่าเป็นภาระกิจของดีเอสไอ ที่มาติดตามความก้าวหน้าของการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จ.ฉะเชิงเทราหลายจุด หลังจากที่เวลาผ่านล่วงเลยไปนานกว่า 3 เดือน และตอนนี้ ดีเอสไอสืบสวนเชื่อมโยงกับพยานหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับตัวบุคคล หรือกลุ่มคนใดบ้างที่นำเอากากสารอุตสาหกรรมมาทิ้ง ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงการแก้ไขบำบัดวิธีการถูกต้องตามหลักวิชาการหรือกฎหมายหรือไม่
          ทั้งนี้ ดีเอสไอพยายามเชื่อมโยงทั้งผู้ขนส่ง หรือโบรคเกอร์ แต่สิ่งที่มาดูคือปลายเหตุ เป็นพิษภัยที่ชาวบ้านต้องรับผลกระทบจากวัตถุอันตรายที่ไม่มีส่วนเสีย เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นต้นกำเนิดของปัญหาต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ ต้องไม่ผลักภาระให้หน่วยงานราชการหรือชาวบ้าน ส่วนการทำงานของการบำบัด ต้องรอฟังจากคณะทำงานระดับอำเภอที่ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่งตั้งขึ้น เบื้องต้นรับทราบข้อมูลทางเทคนิคจากบริษัทน้ำเสียจากสารเคมีของ หจก.เอส.เค. อินเตอร์เคมิคอล  แต่ต้องมีการพูดคุยอธิบายขั้นตอนการบำบัดที่ชัดเจนกว่านี้ว่าสามารถรับได้หรือไม่
          ผบ.สำนักความมั่นคง กล่าวอีกว่า สำหรับทางคดีมีความคืบหน้าพอสมควร แต่ทางดีเอสไอจะมองให้กว้างขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการเชื่อมโยงกับบุคคลใดก็ต้องดำเนินการ การดำเนินการกับคนที่นำมาทิ้งเป็นปลายเหตุ  โดยดีเอสไอจะไปดูถึงต้นตอในเรื่องนี้ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุเหล่านี้เกิดขึ้นมาจนชาวบ้านได้รับผลกระทบอีก ตอนนี้พอมีข้อมูลบ้างแล้วว่า ใครทำอะไรอย่างไร ก็จะต้องไปตรวจสอบพร้อมเอาผิดด้วย
          พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ กล่าวด้วยว่า  ส่วนในพื้นที่หมู่ที่ 9 ต.เกาะขนุน ทางคดีก็ว่ากันไป แต่เกิดปัญหาการจัดการที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ บริษัท กิตติกรเบสท์ ต้นตอของปัญหาไม่ดำเนินการและให้ความร่วมมือกับทางราชการ อีกทั้งเกิดข้อกังวลของชาวบ้านขั้นมาอีกว่า สารพิษที่อยู่ใต้ดินนี้จะสร้างปัญหาอีก การแก้ไขแบบสุ่มตรวจนั้นดินใต้บ่อจึงเป็นวิธีการหนึ่งในขณะนี้ว่า พบสารพิษปนเปื้อนอยู่หรือไม่ ถ้าพบก็ต้องขุดดิน ขนที่นำมาถม ขนย้ายออกไปบำบัดตามหลักวิชาการหรือตามที่กฎหมายกำหนดไว้ รวมไปถึงบ่อปิดอีกเกือบ 20 บ่อ ในป่ายูคาลิปตัส ก็ต้องดำเนินการด้วย ถือเป็นอันตรายและมีปริมาณมากกว่าที่เราเห็นอยู่อีก
***********************************

ขับเคลื่อนพ่อแม่อาสานำพาปลอดยาเสพติด

            การแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในชุมชน ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในระบบบังคับบำบัดและติดตามช่วยเหลือภายหลังปล่อย ให้กลับตนเป็นพลเมืองดีของสังคม และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชนและภาคี เครือข่ายในการดูแล แก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด ถือเป็นภารกิจหนึ่งของ กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานดังกล่าว โดย "น.ส.รื่นวดี  สุวรรณมงคล" อธิบดีกรมคุมประพฤติ พร้อมด้วย "นายเกษม  มูลจันทร์"  รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ ได้จัดแถลงข่าว "โครงการพ่อแม่อาสา นำพาปลอดยาเสพติด ถวายพ่อของแผ่นดิน" เมื่อเร็วๆนี้ ณ กรมคุมประพฤติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆนี้ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคับคั่ง
            "น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล"  อธิบดีกรมคุมประพฤติ ขยายความถึง "โครงการพ่อแม่อาสา นำพาปลอดยาเสพติด ถวายพ่อของแผ่นดิน" ว่าจากภารกิจดังกล่าว  คือ การนำพ่อแม่อาสา ครอบครัว และผู้ใกล้ชิดผู้กระทำผิด    ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เนื่องจากผู้กระทำผิด ผู้เสพและผู้ติดยาเสพติดจึงมีความสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้กระทำผิด ผู้เสพและผู้ติดยาเสพติดในทางที่ดีขึ้นได้ ซึ่งกรมคุมประพฤติมีแผนการดำเนินโครงการพ่อแม่อาสานำพาปลอดยาเสพติด อาทิ การเปิดตัวโครงการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 55 ได้มีการจัดพิธีเปิดตัวโครงการพ่อแม่อาสาในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ธนบุรี ภาค 1 ,2 และ 7  ไปแล้ว ณ ศูนย์การประชุมและการจัดนิทรรศการไบเทค บางนา ซึ่งได้รับความสนใจจากพ่อแม่อาสาของผู้เข้ารับการฟื้นฟูฯ ที่อยู่ในความดูแลของกรมคุมประพฤติ เข้าร่วมงานมากถึง 23,000 คน จากที่ตั้งเป้าไว้จำนวน 15,000 คน แต่กรมคุมประพฤติมีเป้าหมายที่จะมีพ่อแม่อาสาถึง 200,000 ทั่วประเทศ
           "อธิบดีกรมคุมประพฤติ" กล่าวว่า นอกจากนี้ การพัฒนาพ่อแม่อาสา เพื่อให้มีความสามารถในการดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และการขับเคลื่อนและพัฒนาพ่อแม่อาสาในชุมชน ในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดและการป้องกัน ทั้งนี้ จะเริ่มการอบรมพ่อแม่ ครอบครัว ผู้ใกล้ชิดของผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 3-10 พ.ย.55 โดยสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร ธนบุรี
          "กรมคุมประพฤติจะดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายโครงการให้คลอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และจะมีการพัฒนาพ่อแม่อาสาให้มีศักยภาพในการดูแลลูกหลานที่ติดยาเสพติด ซึ่งในอนาคตพ่อแม่อาสากลุ่มนี้อาจจะได้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครคุมประพฤติ เพื่อร่วมขับเคลื่อนบทบาทในการดูแลผู้กระทำผิดในพื้นที่และชุมชนต่อไป"อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าว
          การมีส่วนร่วมของครอบครัว การแก้ไขฟื้นฟูผู้สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในระบบบังคับบำบัดและติดตามช่วยเหลือภายหลังปล่อย นอกจากจะเป็นภารกิจที่กรมคุมประพฤติ จะช่วยให้ผู้ติดยากลับกลับตนเป็นพลเมืองดีของสังคม แล้ว การการดึงชุมชนและภาคี เครือข่ายในการดูแล แก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด เข้ามามีส่วนร่วมนั้น ถือเป็นภารกิจสำคัญของ "กรมคุมประพฤติ" เช่นกัน...!!!
                                              ทีมข่าวเฉพาะกิจ / รายงาน
********************************************

วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ปปง.จับตาโพยก๊วนหิ้วเงินข้ามประเทศ

           ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)-เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (เลขาธิการ ปปง.) แถลงถึงผลการดำเนินงานของสำนักงาน ปปง. ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกรณีเรื่องการฟอกเงินประเภทโพยก๊วนที่มีข่าว
          พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวว่า จากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้มีมติผ่านร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่...) พ.ศ. .... ด้วยคะแนนเสียง 371 เสียงต่อ 0 และเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.... ด้วยคะแนนเสียง 362 ต่อ....  ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลให้ความสำคัญกับกฎหมาย 2 ฉบับดังกล่าว เนื่องจากก่อนหน้านี้คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (Financial Action Task Force : FATF) ระบุว่าประเทศไทยยังคงมีข้อบกพร่องเชิงยุทธศาสตร์ การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายบางประการ อาจถูกปรับลดไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีเป็นประเทศที่ต้องถูกเฝ้าระวังในการทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งจะส่งผลกระทบหลายด้าน โดยเฉพาะต่อสถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ และหลังจากนี้จะส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป และคาดว่าน่าจะมีการประกาศใช้ได้ทันในเดือนธ.ค.นี้
           เลขาธิการ ปปง.ยังกล่าวถึงกรณีที่นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการเครือข่ายภาคีต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นของชาติ (ภตช.) ระบุอ้างว่ามีนักการเมืองไทยไซฟ่อนเงิน 1.6 หมื่นล้านบาทที่ฮ่องกงนั้น ซึ่งจากการพบปะกันในการประชุมร่วมกับคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (FATF) ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้สอบถามเรื่องนี้กับผู้บริหารป.ป.ช.ของฮ่องกง และสิงคโปร์ ซึ่งเขาก็ปฏิเสธว่าไม่มีการตรวจยึดอายัดเงินหรือดำเนินการใดๆ ในกรณีนี้เป็นไปไม่ได้หากจะนำเงินที่โอนผ่านระบบโพยก๊วนออกไปฝากไว้กับธนาคารที่ฮ่องกง เพราะระบบการตรวจสอบลูกค้าที่ขอเปิดบัญชีธนาคารที่เข้มงวดมาก จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการโอนเงินจำนวนมากเข้าบัญชีธนาคารไปไซฟ่อน
          พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวถึงรูปแบบวิธีการฟอกเงินนอกระบบประเภทอื่นๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับการไซฟ่อนเงิน (Syphon หรือ siphon) คือ โพยก๊วน ว่าเป็นการทำธุรกรรมนอกระบบอีกประเภทหนึ่งที่นิยมใช้ในการโอนเงินเข้าออกนอกประเทศโดยไม่ผ่านสถาบันการเงิน และการใช้โพยก๊วนเป็นธุรกรรมทางการเงินที่ไม่ทิ้งร่องรอยแห่งพยานหลักฐานให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ หรือเรียกว่า Paperless Transaction โดยมีวิธีการเริ่มจากผู้ที่ต้องการโอนเงินไปต่างประเทศผ่านโพยก๊วยต้องไปวางเงินกับกลุ่มที่เปิดทำธุรกิจดังกล่าว เช่น ธุรกิจแลกเปลี่ยนสกุลเงิน ร้านทอง จากนั้นทางร้านจะออกกระดาษเปล่า ๆ เพียงใบเดียวเพื่อเบิกจ่ายเงินจำนวนหลายล้านได้ หรือการชำระราคาที่สำเร็จเสร็จสิ้นได้โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายเงินทุนหรือทองรูปพรรณ เป็นต้น จึงทำให้องค์กรอาชญากรรมที่ประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น ค้ายาเสพติด การหลีกเลี่ยงภาษี การโอนเงินเข้าออกนอกประเทศ ฯลฯ หันมาใช้วิธีการโอนเงินทางธนาคารใต้ดินหรือโพยก๊วน เพื่อหลบหลีกการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ได้
           ทั้งนี้ เนื่องจากยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายใดๆ ที่เข้ามาตรวจสอบดูแลการเงินนอกระบบประเภทนี้ จึงกลายเป็นช่องว่างให้ธุรกิจเกี่ยวกับโพยก๊วนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และเอื้ออำนวยต่อการเคลื่อนย้ายเงินขององค์กรอาชญากรรม เพื่อการฟอกเงินได้เป็นอย่างดี ปปง.จึงมีการศึกษาหาวิธีการป้องกันและปราบปรามการใช้โพยก๊วน โดยผ่านการประชุมหน่วยงานเฉพาะกิจระหว่างประเทศในหลายภูมิภาคของโลก ได้แก่ OECD:Financial Action Task Force on Money Laundering (FATF) ในภูมิภาคยุโรป กลุ่ม Caribbean Finacial Action Task Force (CFATF) ในแถบทะเลแคริบเบียน เป็นต้น นอกจากนั้น ยังกำหนดมาตรการผ่านหน่วยงานกลางภายในประเทศ เพื่อปราบปรามการฟอกเงินที่มีชื่อเสียง เช่น FinCEN ในสหรัฐอเมริกา AUSTRAC ในออสเตรเลีย ฯลฯ
           อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่าตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน มีการขนเงินเข้าและออกประเทศไทยแล้ว 14,470 ครั้ง ยอดการขนเงินเข้าประเทศไทย 193,327 ล้านบาท และขนเงินออกนอกประเทศ 345,437 ล้านบาท ซึ่งมีการขนเงินออกนอกประเทศมากกว่าขนเงินเข้าประเทศกว่าครึ่งหนึ่ง ส่วนแหล่งการฟอกเงินของไทย จากการตรวจสอบส่วนใหญ่เป็นจังหวัดตามแนวชายแดนของไทย จึงเป็นไปได้ว่ามีความเชื่อมโยงกับการนำเงินเข้าบ่อนการพนันตามแนวชายแดนอย่าง เขมร ลาว พม่า
          "หลังจากนี้ ป.ป.ง.จะเร่งดำเนินการที่เกี่ยข้องกับกฎหมายฟอกเงินให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งยังสั่งเจ้าหน้าเฝ้าติดตามสถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวดมากขึ้น และหากหน่วยงานใดที่พบว่ามีหน่วยงานหรือบุคคลที่น่าสงสัยในการนำเงินเข้าออกผ่านด่านศุลกากร ขอให้แจ้งไปยัง ป.ป.ง.ได้ทราบเพื่อจะได้มีการตรวจสอบต่อไป" พ.ต.อ.สีหนาท กล่าว
******************************************

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

กลุ่มสมัชชาฯกว่า 100 คนบุกทำเนียบจี้รัฐบาลบังคับใช้ผังเมืองรวมเมืองแปดริ้ว

          กลุ่มชาวบ้าน "สมัชชาแปดริ้วเมืองยั่งยืน" เมืองแปดริ้ว กว่า 100 คน บุกทำเนียบ จี้รัฐบาลประกาศบังคับใช้ผังเมืองรวมจ.ฉะเชิงเทรา เพื่อปกป้องแหล่งผลิตอาหาร ฐานทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และวิถีชุมนุม ด้านตัวแทนสำนักปลัดนายกฯ รับหนังสือแทนพร้อมรับปากประสานผู้มีส่วนเกี่ยวข้องดำเนินการโดยเร็ว
          ที่ทำเนียบรัฐบาล-เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 9 ต.ค.55 ผ่านมา กลุ่มชาวบ้าน "สมัชชาแปดริ้วเมืองยั่งยืน" จ.ฉะเชิงเทรา กว่า 100 คน ได้รวมตัวกันที่บริเวณประตู 5 ทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือถึง น.ส.ยิงลักษณ์ นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้รัฐเร่งประกาศบังคับใช้ผังเมืองของจ.ฉะเชิงเทรา เพื่อปกป้องแหล่งผลิตอาหาร ฐานทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และวิถีชุมนุม โดยมีนายสาธิต สุทธิเสริม หัวหน้าฝ่ายประสานมวลชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  เป็นตัวแทนออกมารับหนังสือในครั้งนี้ จากตัวแทนกลุ่มฯ โดยนายสาธิต รับปากว่าจะเร่งนำหนังสือฉบับดังกล่าวเสนอต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องดำเนินการในเรื่องนี้โดยเร็ว และจะส่งหนังสือกลับไปยังกลุ่มฯ ในระยะเวลาไม่เกิน 10 วันหลังจากนี้
          แหล่งข่าวจากกลุ่มชาวบ้าน "สมัชชาแปดริ้วเมืองยั่งยืน" เปิดเผยกับ "ทีมข่าวเฉพาะกิจพิมพ์ไทย" ว่า นับตั้งแต่ปี 2504 ประเทศไทยได้ประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 จนกระทั่งมาถึงวันนี้เวลาได้ผ่านมามากกว่า 50 ปี มีการพัฒนาพื้นที่ต่างๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเห็นได้ชัดในหลายพื้นที่ แต่ได้มีการประกาศผังเมืองรวมจังหวัดบังคับใช้เพียง 5 จังหวัด ทำให้การใช้ประโยชน์ที่ดินในหลายจังหวัดเกิดความขัดแย้งกันเองเกิดขึ้น เช่น นิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าว ท่าเรือขนส่ง ถ่านหินตั้งอยู่ใกล้ชุมชน โรงแรมหรือคอนโดมีเนียมตั้งลึกล้ำลงไปในแม่น้ำ
          แหล่งข่าวจชาวบ้านคนเดิม กล่าวด้วยว่า ชาวจ.ฉะเชิงเทรา ต่างตระหนักถึงความสำคัญของผังเมือง เพราะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการปกป้องคุ้มครองพื้นที่ผลิตอาหาร ฐานทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และวิถีชุมนุมของจังหวัด โดยผังเมืองรวมจ.ฉะเชิงเทราได้เริ่มจัดทำมาตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นเวลาที่ล่วงเลยมานานถึง 8 ปีมาแล้ว แต่ร่างผังเมืองฉบับดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้ตามกฏหมาย เนื่องมาจากกำลังอยู่ในขั้นตอนเสนอต่อกระทรวงมหาดไทย ให้รมว.มหาดไทย ลงนาม ตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 ด้วยเหตุนี้ ชาวจ.ฉะเชิงเทรา จึงได้รวมตัวกันในนามชื่อกลุ่ม "สมัชชาแปดริ้วเมืองยั่งยืน"  จึงมายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี *********************************